เกาะที่ไม่มีคนไปอาศัยอยู่และมันได้มีความสวยงามมาก

โลกที่เราได้พักอาศัยอยู่กันนั้นมันกว้างใหญ่เกินกว่าที่เรานั้นจะสามารถที่จะไปท่องเที่ยวไปได้ทุกมุมโลก ซึ่งมันก็จะมีทั้งสถานที่ที่แปลกตาเอาไว้ ซึ่งในโลกใบนี้ก็ยังประกอบไปทั้งมีหมู่เกาะน้อยใหญ่อีกมากมาย และเกาะที่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลไปจากผู้คนจนมันยากที่เรานั้นจะสามารถเข้าไปถึงมันได้ ซึ่งสถานที่แห่งนี้มันได้อยู่ในสถานที่ที่ไกลจากผู้คนที่มันก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวในความเป็นมา 

หมู่เกาะที่ได้มีก้อนเมฆเป็นของตัวเอง

 Lita Dimunซึ่งได้เป็นหมู่เกาะที่ได้มีขนาดเล็กมากที่สุดในทั้งหมด18หมู่เกาะที่ได้จัดตั้งอยู่ทิศทางตอนเหนือ ซึ่งก็ได้เป็นอีกหนึ่งส่วนของราชอาณาจักรของราชอาณาจักรเดนมาร์ก นอกจากนี้สิ่งที่มันสามารถทำให้หมู่เกาะเหล่านี้ได้มีความโด่งเด่นได้และมีลักษณะเด่นที่ไม่เหมือนกับหมู่เกาะอื่นๆ

ซึ่งหมู่เกาะแห่งนี้ได้มีเสน่ห์คือมีเมฆที่มันได้ลอยตัวอยู่เหนือด้านบนของเกาะซึ่งมันมีลักษณะที่ดูเหมือยครีมที่วางอยู่บนหน้าเค้ก เนื่องจากในความที่เป็นจริงแล้วก้อนเมฆที่มันได้ลอยตัวอยู่บนเกาะแห่งนี้มันได้มีรูปร่างเหมือนกระจก

ซึ่งมันได้มีปรากฏทางอากาศที่ชื้นและมันได้มีความอิ่มตัวมันได้พัดผ่านมาภูเขาที่ได้มียอดที่สูงจากนั้นมันก็ได้ทำให้เกิดการไหลของในอากาศชื้นขึ้นมาหลายลูกขึ้นมาจากนั้นเมื่ออุณหภูมิมันได้ลดลงมันก็ได้กั่นตัวมันจึงได้มีปรากฏการดังกล่าวที่เราได้เห็นกัน

ซึ่งก้อนเมฆที่มันได้อยู่บนเกาะ Lita Dimunมันก็จะลอยตัวเช่นนี้กันอยู่บ่อยครั้ง  ซึ่งในบางทีมันก็จะมีก้อนเมฆที่มีขนาดใหญ่จนมันใหญ่มาถึงพื้นทะเลกันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากใครที่อยากจะไปท่องเที่ยวที่หมู่เกาะแห่งนี้ที่อยากจะเข้าไปชมเมฆลักษณะแบบนี้คุณก็คงจะต้องอาศัยดวงกันสักเล็กน้อย ซึ่งในวันที่หมู่เกาะ Lita Dimunในวันที่มันไม่มีก้อนเมฆก้อนใหญ่

ที่อยู่เหนือยอดด้านบนของมัน เดิมที่มัมนได้เป้นหมู่เกาะที่มันไม่มีผู้ใดที่จะเข้าไปอาศัยอยู่อีกทั้งพวกชาวนาก็จะบนมายังที่บนหมู่เกาะแห่งนี้เพื่อที่จะมาสอดส่องดูสิ่งที่มันมีชีวิตที่มันได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่หมู่เกาะแห่งนี้อย่างเช่นแกะขนดำที่มันได้มีกันอยู่เต็มหมู่เกาะที่ได้มีผู้คนในสมัยก่อนเขาได้นำเอาเข้ามาเลี้ยงเอาไว้ซึ่งสัตว์ที่ได้ล่ากินเนื้อมันได้สูญพันธุ์ไปในระหว่างปีค.ศ.1800เพื่อที่จะได้อนุลักษณ์แกะพันธุ์พื้นเมืองเอาไว้

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ต่างประเทศ

ตำนานเรือโนอาห์

ข้อมูลที่เราได้ไปทำการศึกษาเพิ่มเติมมาเขายังได้บอกมาว่าจากคัมภีร์โบราณที่ได้ถูกคันเจอที่มีชื่อว่า คัมภีร์โซโรอัสเตอร์ บทที่สองเขาได้มีการกล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ที่ได้มีความคล้ายคลึงกับเรือโนอาห์

ถ้าหากจะให้เราพูดถึงเรือเราก็จะนึกถึงตำนานประมาณว่าสมัยก่อนมันจะมีน้ำท่วมและสัตว์ต่างๆที่มันได้อยู่บนโลกมันก็จะถูกคัดเลือกอยู่หนึ่งสายพันธุ์จะมีทั้งเพศผู้และเพศเมียหนึ่งคู่ได้ไปอยู่บนเรือเพื่อที่จะได้อยู่รอดส่วนที่เหลือที่ไม่ได้มีการคัดเลือกให้ขึ้นไปก็ถูกน้ำท่วมจากนั้นก็ได้ตายไป

ซึ่งมันได้เป็นตำนานที่ได้เล่ากันมาอย่างยาวนานมากแต่ว่าตรงนี้มันได้เหมือนกับเรือโนอาห์อยู่ตรงที่ว่า คัมภีร์โซโรอัสเตอร์ ในบทที่สองเขาบอกเอาไว้ว่าในยุคนั้นได้เกิดมหันตภัยที่ได้เกิดขึ้นทั่วโลกสัตว์หรือมนุษย์หรือสิ่งที่มีชีวิตอยู่บนโลกนั้นตายหมดไม่เหลือเลยดังนั้นเขาจึงมีการคัดเหลือมนุษย์สิงสาลาสัตว์ต่างๆ

จำนวนหนึ่งเพื่อที่จะรักษาและนำเอามาขยายพันธุ์ต่อในอนาคตเมื่อโลกได้กลับมาเป็นปกติถามว่า เหตุมหันตภัย ธรรมชาติที่ได้เจอขึ้นในยุคนั้นมันคืออะไรน้ำท่วมใช่หรือไม่ บอกเลยว่าไม่ใช่  แต่มันได้เป็นยุคน้ำแข็ง

สำหรับยุคน้ำแข็งที่เรากำลังได้พูดถึงกันอยู่นั้นมันคือยุคที่ทั่วโลกได้มีอุณหภูมิต่ำลงอย่างรวดเร็วและทำให้ขาดอาหารขาดแคลนและสุดท้ายสิ่งที่มีชีวิตก็ไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้ โดยเรื่องนี้นักกาลวิทยายังได้บอกเอาไว้อีกว่ายุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายนั้นมันได้เกิดขึ้นมา เมื่อประมาณ18,000ปีก่อน

และได้จบลงเมื่อประมาณ10,000ก่อนคริสตกาลมันจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเมืองที่อยู่ใต้พิภพที่ถูกสร้างขึ้นตาม คัมภีร์โบราณมันคือคำเตือนของคนที่อยู่บนฟ้าและตรงจุดนี้มันได้เป็นทฤษฎีแรกที่ได้พูดถึงว่ามนุษย์ต่างดาวหรือคนบนฟ้าเป็นคนที่มาเตือนมนุษย์สมันก่อนให้ระวังเรื่องของภัยธรรมชาติหรือสิ่งที่มันกำลังจะเกิดขึ้น

เพื่อจะดำรงเผาพันธุ์จนมาถึงทุกวันนี้และอีกทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจเหมือนกันก็คือในสมัยก่อนมันได้มีสงครามทางอวกาศกัน โดยหลักฐานได้ยืนยันว่าเรื่องนี้มันอาจจะเป็นเรื่องจริงในสมัยก่อนก็เหมือนเดิมมันเป็นความอ้างอิงจากจิตกรรมฝาผนังที่มันได้เกิดขึ้นมาเหมือนเดิมจิตกรรมนี้ยังได้บอกเอาไว้อีกว่ามีการขี่ม้าสวรรค์ที่มันสามารถเหาะเดิมบนอากาศได้และกำลังสู้กับบางสิ่งบางอย่างที่อยู่บนฟ้าหากกล่าวแบบนี้เราลองตีความหมายของคนสมัยก่อนกับปัจจุบันมันคืออะไรกัน

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

คำสาปGrim The Reaper จะเกิดจริงๆในอนาคตบนโลกเราหรือเปล่า?

สำหรับเรื่องของGrim The Reaperเราเชื่อว่าหลายๆคนก็อาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามกันมาแล้วว่ามันเป็นรู้แบบอะไรยังไง ซึ่งในตอนแรกพอเราได้ไปหาข้อมูลมาเราคิดว่ามันก็คงจะเป็นประวัติตำนานเกี่ยวกับเรื่องของภูผีปีศาจวิญญาณทั่วไป

แต่เอาจริงๆหาข้อมูลเข้าไปลึกเข้าไปเรื่อยๆมันจะมีเรื่องของตำนานที่ได้ทำนายถึงวันสิ้นโลก โลกจะแตก  วันพิพากษาของโลก เราเลยรู้สึกว่าเรื่องนี้มันค่อนข้างที่จะน่าสนใจแล้วก็นำเอามาเล่าให้ทุกคนได้ฟังพอสมควร

ถ้าหากเราพูดถึงภูผีวิญญาณบาปบุญคุณโทษเวรกรรมหรือแม้แต่สถานที่หลังความตายเราก็คงจะรับรู้กันมาบ้างแล้วว่ามันเป็นยังแล้วถ้าบอกว่าเรื่องพวกนี้มันได้อยู่คู่กับมนุษย์คนเราตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งถ้าหากเราลองเข้าไปหาข้อมูลกันจริง เรื่องเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะมีโครงที่ดูคล้ายๆกันแต่สถานที่และชื่อเรียกมันจะแตกต่างกันออกไป

ยกตัวอย่าง ศาสนาพุทธเราเวลาที่เราได้ตายลงไปแล้วถ้าเราทำบุญเราก็จะได้ขึ้นสวรรค์แต่ถ้าเราทำชั่วเรามีกรรมเยอะเราก็จะต้องลงนรกหรือศาสนาอื่นๆแม้แต่เราได้ตายไปถ้าเราทำดีเราก็จะได้ไปในสถานที่ดีๆในชีวิตหลังความตาย

แต่ถ้าเราทำชั่วเราก็จะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนหรือเราอาจจะไปสถานที่หนึ่งที่มันไม่ใช่พบภูมิที่ดีสัดเท่าไหร่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมันจะเป็นทรงประมาณนี้กันหมดเลยแต่เรื่องตำนานความเชื่อเหล่านี้ทุกๆเรื่องมันจะมีเหมือนกันอยู่หนึ่งอย่างแน่ๆเลยคือพอเราได้ตายลงไปแล้ว

เราก็จะได้ประสบพบเจอกับหนึ่งๆสิ่ง ซึ่งสิ่งๆนั้นนั่นก็คือยมทูตนั่นเอง สำหรับยมทูตที่เราได้พูดถึงตรงนี้นั้นมันได้มีความหมายที่หลากหลายเยอะแยะมากมายแต่ถ้าเรากำจัดความโดยรวมมันก็คือวิญญาณที่จะมารับดวงจิตของเราไปหลังจากที่เรานั้นได้เสียชีวิตไปแล้วและสิ่งๆนั้นมันจะเป็นคนพาเราไปตัดสิ้นหรือพาเราไปสถานที่หลังความตายว่าเราจะได้ไปสถานที่ไหน

ซึ่งยมทูตที่เราได้พูดถึงตรงนี้มันก็จะมีรูปร่างที่แตกต่างกันออกไปตามความเชื่อของแต่ละพื้นที่อย่างของประเทศไทยเรายมทูตก็จะมีลักษณะเป็นผู้ชายร่างใหญ่มีผิวสีแดงดวงตาโตมีลักษณะที่เคล้ายกับยักษ์มีเขี้ยวพร้อมกับถือกระบองหรือว่าถืออาวุธเข้ามารับเราหลังจากที่เรานั้นได้เสียชีวิตไปแล้วตามในความเชื่อหรือถ้าเป็นศาสนาอื่นๆเขาก้จะมีรูปแบบของยมทูตที่แตกต่างกันออกไป

 

สนับสนุนโดย  bk8

ตำนานลึกลับ กล่องขังวิญญาณ Dybbuk Box

  ใครเคยได้ยินเกี่ยวกับตำนานของกล่องขังวิญญาณกันบ้าง กล่องที่มีลักษณะธรรมดาทั่วไป แต่แท้ที่จริงแล้วมีเรื่องราวที่เล่าขานถึงมานานหลายทศวรรษแล้ว ถึงความน่ากลัวและอาถรรพ์ของกล่องนี้ โดยกล่องนี้มีการเริ่มเรื่องราวมาตั้งแต่สมัยช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

โดยมีเสียงร่ำลือต่อต่อกันมาว่า ภายในกล่องนั้นจะมีดวงวิญาณที่มีความชั่วร้ายมากถูกจับกักขังเอาไว้ ซึ่งเรื่องราวความน่ากลัวจะไม่เกิดขึ้นเลยหากว่าเจ้าของกล่องจะไม่นำกล่องดังกล่าวออกมาขาย โดยว่ากันว่ากล่องที่ว่านี้ถูกประกาศขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต 

และเมื่อได้มีคนหลงซื้อกล่องดังกล่าวไป ความสยองขวัญจึงได้เริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตามการบอกเล่าเกี่ยวกับเจ้ากล่อง Dybbuk Box นี้นั้น เจ้าของกล่องคนแรกได้มีการประกาศขายไปเมื่อประมาณปี ค.ศ. 2001 

ซึ่งเขาได้มีการลงประมูลขายผ่านทางโลกออนไลน์ ประมาณเดือนกันยายน  ที่จริงแล้วเจ้าของกล่องที่แท้จริงนั้นเป็นหญิงชรา เธอเป็นคนยิวที่มีเรื่องราวลึกลับซับซ้อน แต่คนที่นำกล่อง Dybbuk Boxมาขายนั้นกลับกลายเป็นหลานสาวของเธอเองที่ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไร เธอจึงได้นำมาประกาศขายหลังจากที่ยายของเธอฝากฝังให้หลานสาวคนสวยนำเจ้ากล่อง Dybbuk Box ไปทำการฝั่งเสีย

แต่แทนที่เธอจะนำกล่องไปฝั่งเธอกลับนำไปประมูลขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต จน มีนักสะสามของเก่าคนหนึ่งที่ชื่อว่า เควิน เมนนิส ได้มีการประมุลกล่องดังกล่าวไป  ซึ่งเมื่อเควินได้กล่องไปแล้ว เขาก็นำกล่อง Dybbuk Box นี้ไปเก็บสะสมในสถานที่สะสมของเก่าของเขาที่เขามักจะนำไปจัดเก็บเอาไว้ที่ห้องใต้ดิน

ในบ้านของตัวเอง และตั้งแต่ เควินได้กล่อง Dybbuk Box ไปเขาก็ต้องพบกับเรื่องราวที่น่าประหลาดใจ เพราะบางครั้งไฟที่บ้านของเขาก็มักจะดับเอง หรือแม้แต่เปิดเองโดยที่ไม่มีใครไปยุ่ง และบางที่ก็มีเหตุการณ์ที่ประตูเกิดล็อกขึ้นมาเอง แต่นั่นยังไม่น่ากลัวเท่ากับว่า เควิน เริ่มได้ยินเสียงประหลาดดังอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งเสียงดังกล่าวนั้นมันมาจากห้องใต้ดินของเขานั่นเอง  และเรื่องราวกลับน่ากลัวไปอีกเมื่อเขานำกล่องนี้ไปให้แม่ของเขาเพื่อเป็นของขวัญ และแม่ของเขาก็ช็อกจนต้องเข้าโรงพยาบาลทันทีหลังจากได้กล่องไปพร้อมกันนั้น เธอพูดแต่คำว่า H-A-T-E-G-I-F-T ตลอดเวลาและทุกครั้งที่เขามอบกล่องนี้ให้ใครก็จะมีแต่คนเอากล่องมาคืนทุกครั้ง

และใครที่อยู่ใกล้กับกล่องนี้ก็จะฝันร้ายทุกคนและมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเห็นเงาคล้ายคนพุ่งเข้าไปในกล่อง เขาจึงได้ตัดสินใจขายกล่องดังกล่าวในเว็บของอีเบย์ และได้มีคนที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ได้ซื้อเอาไป และเรื่องราวสยองขวัญดังกล่าวก็ยังคงมีการเล่าต่อต่อกันมาจนมีคนนำตำนานนี้มาสร้างเป็นหนังสยองขวัญเลยทีเดียว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน csgo

ตำนานเสียงสวดมนต์ปริศนา และเปรตวัดมเหยงคณ์

            ที่ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยาที่นั่นมีวัดที่โด่งดังอยู่วัดหนึ่งชื่อว่าวัดมเหยงคณ์ ซึ่งวัดแห่งนี้เคยเป็นวัดร้างมาก่อนและปัจจุบันก็ยังมีซากปรักหักพังเก่าแก่โบราณตั้งแต่สมัยยังเป็นวัดร้างให้เรายังคงได้เห็นกันอยู่ ซึ่งซากปรักหักพังที่แสดงให้เห็นอย่างนี้เป็นสิ่งที่บอกกล่าวให้กับเราได้รู้ว่าในครั้งหนึ่งนั้น

ที่วัดแห่งนี้เคยเป็นวัดที่มีความสวยงามมาก่อน ซึ่งในปัจจุบันนี้ที่วัดมเหยงคณ์นี้จะมีส่วนที่เป็นสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาใหม่และรวมถึงยังมีสิ่งปลูกสร้างเก่าที่เป็นซากปรักหักพังซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ยังคงอยู่ด้วยกันและสามารถอยู่ด้วยกันได้และผสมกลมเกลียวกันเป็นอย่างดี และแน่นอนสำหรับวัดที่มีประวัติอันยาวนาน

และเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยโบราณย่อมมีประวัติเกี่ยวกับเรื่องของวิญญาณมาลาเล่าให้เราได้ฟังเป็นตำนานที่เล่ามาจากรุ่นสู่รุ่นให้ลูกหลานได้ฟังกัน ชาวบ้านได้เล่าต่อๆกันมาว่าที่วัดแห่งนี้สมัยที่ยังคงเป็นวัดร้างยังไม่มีใครเข้ามาฟื้นฟูวัดแห่งนี้

ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้กับวัดเก่าแห่งนี้ในช่วงเช้าตรู่มักจะได้ยินเสียงสวดมนต์ดังแว่วออกมาจากทางวัดซึ่งจะมาจากทางอุโบสถเก่า บทสวดมนต์นั้นจะเป็นบทสวดมนต์ที่มีความไพเราะเพราะพริ้งมีจังหวะจะโคนที่ค่อนข้างช้าหากเทียบกับบทสวดมนต์ในสมัยปัจจุบันนี้

และถ้าเกิดใครก็ตามสงสัยอยากจะรู้ว่าใครสวดมนต์ชาวบ้านก็จะเข้าไปค้นหาความจริงด้วยการเดินตามเสียงบทสวดฉันไปแต่เมื่อไปถึงอุโบสถล้างแล้วก็จะไม่พบว่ามีใครนั่งสวดมนต์อยู่ในอุโบสถนั้นเลยทั้งที่เสียงสวดมนต์นั้นยังคงดังก้องอยู่ และนอกจากชาวบ้านจะได้ยินเสียงสวดมนต์กันแล้วยังมีการเล่าเรื่องของความน่ากลัว

ที่ชาวบ้านเคยได้ประสบพบเจอกันว่าในอดีตกาลนั้นวัดมเหยงคณ์แห่งนี้เคยเป็นวัดที่มี เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์นั่นก็คือเคยมีสงครามเกิดขึ้นระหว่างไทยและพม่าดังนั้นที่บริเวณวัดแห่งนี้จึงมีดวงวิญญาณของทหารไทยและพม่าที่รบราฆ่าฟันกันจนเสียชีวิต เป็นจำนวนมากซึ่งตำนานที่ต่อมาก็คือตำนานของดวงวิญญาณของเหล่านักรบชาย

ชาติทหารทั้งหลายที่เสียชีวิตในบริเวณวัดแห่งนี้ ดังนั้นผู้คนมักจะเห็นดวงวิญญาณของเราทหารเดินไปเดินมาภายในบริเวณวัดแห่งนี้นอกจากนี้ยังเห็นเป็นผีเปรตเดินออกหาอาหารอยู่ภายในบริเวณวัดด้วย ซึ่งตำนานนี้เป็นตำนานที่มีการบอกเล่าต่อต่อกันมา ในปัจจุบันหลังจากที่มีการซ่อมแซมวัดอย่างสวยงามก็ไม่มีใครพบเห็นวิญญาณอีกเลย

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ไม่ผ่านเอเย่นต์ 

รวมตำนานผี

เชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะไม่เชื่อเรื่องลีลับกันทั้งนั้นแต่ก็ไม่เคยกล้าไปลองดีเป็นคนดีกว่าผีมากๆจนไม่กล้าไปลองดีแต่ก็ยังมีคนที่ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับและไปลองดีจนเจอดีเข้าและก็ไม่กล้ากลับ มาลองดีอีกหลังจากนั้นก็กลายเป็นคนที่กลัวผีไปตลอดกาล

และอาจจะเป็นคนที่หลังจากที่มีลูกหลานก็จะเจอหรือเปล่าไม่ให้ไปทำกระทำแบบที่เขาเคยทำและก็เป็นสิ่งที่พบบ่อยๆในคนที่เธอไม่กลัวผีนะค่ะและสามารถทำได้จากชาวบ้านละแวก นั้นที่เคยไปลองดีหลายๆคนก็จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่กล้าไปอีกแล้ว

เจอดีเหมือนกันทุกคน แล้ววันนี้เราก็จะมาบอกเกี่ยวกับตำนานที่ชาวบ้านเคยไปลองดีกันมาทุกคนไปดูกันแล้วถามว่าจะมีตำนานอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

1.ซอยรามคำแหง 32 หลายๆคนเข้าไปลึกๆก็จะเห็นบ้านหลังใหญ่สวยงามแต่ถ้าเราไปถามชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้นก็จะรู้ได้ว่าเคยมีเหตุการณ์น่ากลัวเกิดขึ้นกับบ้านหลังนี้ซึ่งมีชาวต่างชาติได้มาพักที่บ้านหลังนี้จะได้จ้างหน้าบ้านไว้อยู่มาวันหนึ่ง

เขาต้องการที่จะออกไปนอกบ้านเขาจึงออกไปท้องฟ้าและกินแม่บ้านไว้ในบ้านอยู่คนเดียวหลังจากนั้นก็มีกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งได้เข้ามาในบ้านและพยายามที่จะขโมยทรัพย์สินแต่หน้าบ้านก็พยายามจะห้ามไว้

หลังจากนั้นกลุ่มโจรพวกนั้นก็ได้ค่ะแม่บ้านตายในบ้านหลังนั้นก็มีคนได้ยินเสียงสาวใช้ร้องโหยหวนและหลังจากที่ชาวต่างชาติกลับมาเขาก็ทนกับเหตุการณ์นี้ไม่ได้จนต้องย้ายออกไปและหลายๆคนก็จะเห็นว่าเขาใช้คนนั้นจะมายืนอยู่หน้าบ้านหรือจะเดินวนไปวนมาอยู่รอบบ้านตลอดเวลาซึ่งก็ไม่มีใครที่กล้าจะเข้าไปเลยสักคน 

2.สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ยังศาลย่านาคตั้งอยู่  มาจากเรื่อง มาจากเรื่องของความ มาจากเรื่องของความรักของ มาจากเรื่องของความรักของ และหลายๆคนก็คงจะรู้จักตำนานของแม่นาคพระโขนง แม่นาค พระขโนงมีสามีชื่อว่ามากอาศัยอยู่ด้วยกัน

จนมีอยู่มาวันหนึ่งแม่นาคตั้งครรภ์และก็มีทหารนายหนึ่งได้มานำตัวมากไปเป็นอาหารตอนนั้นแม่นาคกำลังจะคลอดแล้วแต่มากก็ไม่ ไม่มีเวลาที่จะดูแลแม่นาคได้แต่เขาก็สัญญากับแม่นาคว่า จะไปหาทันที ไปเป็นทหารเสร็จ

ส่วนใหญ่หลังจากที่มากไปเป็นทหารเสร็จก็รีบกลับมาหาป้าแต่ก็ไม่รู้ว่ามาได้เสียชีวิตไปแล้วจากการที่ลูกของเธอไม่ยอมกลับหัวจึงทำให้เธอเสียเลือดเป็นอย่างมากและจากไปแต่มากก็ไม่ทันได้รู้แล้วกลับไปจนอยู่มาวันหนึ่งเขาได้รู้เข้าจึงพยายามที่จะให้แม่นาคไปสู่สุคติ

เพราะแม่นาคชอบหลอกหลอนชาวบ้านจนทาบ้านอยู่กันไม่ได้เลยมีอยู่วันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งด้านมาปราบแม่นาคได้และได้นำกะโหลกหน้าผากของแม่นากมาไว้ที่วัดซึ่งก็ได้ทำศาลของแม่นาคพระโขนงเอาไว้ให้แม่นาคพระโขนงก็ได้เริ่มทำดีกับทุกคน

และถ้ามีคนมาขอเกี่ยวกับทหารอย่างเช่นไม่อยากให้ตัวเองเป็นทหารหรือไม่อยากให้มีสามีเป็นทหารก็จะสมหวังเพราะแม่นาคไม่ชอบทหารชอบมาถ้าความรักของเขาไปซึ่งเชื่อกันว่าแม่นาคพระโขนงก็ยังวนเวียนอยู่ในสถานที่แห่งนั้นไม่เคยเปลี่ยน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนัน

ประวัติหลวงพ่อรวยวัดตะโกจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

        สำหรับใครที่อยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหรือจังหวัดข้างเคียงนั้นต่างก็จะต้องรู้จักหลวงพ่อรวยกันเป็นอย่างดีเนื่องจากว่าท่านมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากเป็นพระอาจารย์ที่มีคนนับหน้าถือตาโดยท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่พระจำพรรษาอยู่ที่วัดตะโก

มาตั้งแต่บวชเรียนจนถึงตอนที่ท่านมรณภาพซึ่งท่านได้มีการครองผ้าเหลืองมาอย่างยาวนานถึง 72 พรรษาเลยทีเดียวสำหรับประวัติของหลวงพ่อรวยนั้นแต่เดิมหลวงพ่อรวยนั้นชื่อว่าสำรวยฉันเป็นคนจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาตั้งแต่เกิดโดยเกิดที่หมู่บ้านตะโกนี่เองครอบครัวของท่านนั้นมีฐานะยากจนโดยครอบครัวของท่านนั้น

มีพี่น้องด้วยกันทั้งหมด 8 คนและท่านเริ่มบวชเป็นสามเณรเมื่อตอนที่ท่านอายุได้ 16 ปีหลังจากที่บวชเป็นสามเณรเรียบร้อยแล้วเมื่อเมื่อท่านอายุได้ครบ 20 ปีท่านก็ไปบวชเป็นพระซึ่งท่านก็จำพรรษาอยู่ที่วัดตะโกนั่นเองไม่เคยไปที่ไหนและท่านได้มีการไปบวชเรียนศึกษาวิชากับอาจารย์หลายสำนักต่างๆมาก

ทำให้ท่านนั้นมีความรู้ความสามารถในหลายด้านมากเลยทีเดียวท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทำให้มีคนเลื่อมใสเคารพศรัทธาท่านมาโดยตลอดโดยหลวงพ่อรวยนั้นถือว่าเป็นพระเกจิชื่อดังระดับประเทศเลยทีเดียวหากใครยังนึกถึงหลวงพ่อรวยไม่ออกให้นึกถึงเครื่องรางของขลังที่เป็นเลสข้อมือนำโชคซึ่งท่านเป็นผู้คิดค้นองค์แรกของประเทศ  ปัจจุบันนี้หลวงพ่อรวยได้มีการละสังขารไปเรียบร้อยแล้ว

ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2560  โดยท่านเสียชีวิตด้วยการละสังขารเนื่องจากว่ามีอายุสูงมากแล้วเธอที่ฉันเสียชีวิตนั้นท่านอายุได้ 95 ปี 7 เดือนกับอีก 10 วันซึ่งในช่วงที่ท่านเสียชีวิตนั้นทุกคนทั่วทั้งประเทศต่างก็เศร้าโศกเสียใจจากการจากไปของหลวงพ่อรวยกันเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าหลวงพ่อรวยนั้นมีลูกศิษย์ลูกหาอยู่แทบทุกจังหวัด

ทั่วประเทศเลยทีเดียว สำหรับหลวงพ่อรวยนั้นเป็นพระที่มีความเป็นอยู่ที่สมถะเรียบง่ายๆท่านจะเป็นพระสงฆ์ที่พูดน้อยมากหากใครถามท่านก็จะตอบแต่ถ้าหากใครไม่ถามฉันก็จะไม่พูด  ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เก่งในเรื่องของเมตตามหานิยมและการให้โชคให้ลาภการเป็นพระนักพัฒนาที่ทำให้วัดตะโกจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

ปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าท่านจะมรณภาพไปแล้วแต่ชื่อเสียงของท่านก็ยังคงมีอยู่และโด่งดังมากทุกวันนี้ลูกศิษย์ลูกค้ายังคงไปเคารพกราบไหว้ท่านที่วัดตะโกอำเภอภาชีจังหวัดพระนครศรีอยุธยากันหรือเป็นประจำและวัตถุมงคลสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่แล้วท่านได้สร้างขึ้นมานั้นทุกวันนี้ถือว่ามีราคามาก

 

ขอบคุณ บา คา ร่า sagame  ที่ให้การสนับสนุน

Megalodonนั้นมันสูญพันธุ์เพราะอะไร

ทำไมMegalodonถึงไม่มีซากฟอสซิลทำไมมันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์เหมือนกันอย่างไดโนเสาร์เหมือนกับสิ่งอื่นที่เขาได้มีการค้นพบกันสำหรับข้อมูลตรงส่วนนี้หากเราจะเอาข้อมูลที่เขานั้นได้มีการสันนิษฐานกัน

ซึ่งพวกเขาก็ได้สันนิษฐานกันว่าเจ้าMegalodonมันได้เป็นสัตว์ที่มันได้มีขนาดที่ใหญ่มากๆว่ากันว่าน้ำหนักตัวของมันนั้นมันอาจจะมากกว่าหลัก100ตันกันเลยทีเดียวและพอเจ้าMegalodonเหล่านี้ในมีการเสียชีวิตหรือมันได้ตายลงไปมันก็จะจมลงสู่ใต้ท้องทะเล

จากนั้นมันก็จะถูกย่อยสลายไปในทุกๆส่วนทุกๆสิ้นและมันก็จะมีสัตว์ตัวอื่นเข้ามากัดกินซากของเมกาโลดอนไปแต่สำหรับซากMegalodonเหล่านั้นมันจะมีอยู่บางสิ่งบางอย่างที่มันไม่อาจจะย่อยสลายได้นั่นก็คือโครงกระโครงสันหลังกับฟันนั่นเองเพราะว่าโครงกระดูกสันหลังกับฟันนี้มันเป็นโปรตีนมันเลยไม่ถูกย่อยสลายและถูกเป็นซากฟอสซิลที่ทำให้เรานั้นได้เจอกันอยู่ทั่วโลกนั่นเอง

ซึ่งฟอสซิลของเจ้าMegalodonตรงนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้บอกว่าเราสามารถพบเจอฟอสซิลฟันฉลามเหล่านี้หรือโครงกระดูกสันหลังเหล่านี้ได้ตามพื้นที่ชายฝั่งของท้องทะเลที่มีความลึกไม่เกิน1-200เมตร เนื่องจากว่าMegalodonมันจะไม่อาศัยอยู่ตรงที่บริเวณน้ำลึกเพราะว่าMegalodonนั้นเป็นสัตว์ที่มันได้อาศัยอยู่บริเวณในพื้นที่น้ำอุ่น

ฉะนั้นแล้วยิ่งน้ำลึกลงไปอากาศและอุณหภูมิมันก็ยิ่งต่ำมันก็เลยจะเป็นไปไม่ได้เลยว่าที่Megalodonนั้นมันจะอาศัยอยู่บริเวณใต้น้ำลึกนั้นเองและจากการที่ได้รวบรวมซากฟอสซิลฟันMegalodonตรงนี้นั้นเขาก็ยังได้คาดการณ์กันอีกว่ากรามของMegalodonมันอาจจะมีความใหญ่ได้ถึง2เมตรและมันสามารถมีแรงกัดได้ถึง2หมื่นกิโลกรัมหรือ6-8เท่าเมื่อได้เทียบกับปลาฉลามขาวหรือจระเข้

ในยุคปัจจุบันของเรานั่นเอง ซึ่งถ้าหากจะให้พูดเข้าใจกันง่ายๆเลยคือเจ้าฉลามขาวหรือจระเข้ในยุคปัจจุบันของเรามันคือสิ่งที่มีชีวิตหรือสัตว์นักล่าที่มันได้มีแรงกัดมากที่สุดในโลกนั่นเองและมันก็ยังได้เป็นสิ่งที่มีความน่าเสียดายว่านักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่กว่า90%เขาก็ยังได้ออกมายืนยันเลยว่าเจ้าฉลามในยุคดึกดำบรรพ์หรือMegalodon

มันได้สูญพันธุ์ไปแล้วมันไม่มีทางที่จะหลงเหลืออยู่ในยุคปัจจุบันของเราอย่างแน่นอนแต่สาเหตุของการสูญพันธุ์ในครั้งนี้มันก็ยังไม่สามารถที่จะยืนยันกันได้อย่างชัดเจนได้ว่าMegalodonนั้นมันสูญพันธุ์ไปเพราะอะไร

ซึ่งตรงนี้ทุกคนอาจจะเคยดูสาระคดีหรือก็อาจจะคาดเดากันว่ามันอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงฉับพลันของอุณหภูมิน้ำที่ได้เกิดจากอุกกาบาตพุ่งชนโลกภูเขาไฟระเบิดและได้มีการเปลี่ยนแปลงกันอย่างรวดเร็วจึงทำให้Megalodonไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้และมีการสูญพันธุ์ในยุคไดโนเสาร์

 

สนับสนุนโดย  sagame

ข่าวดังคุณป้าโวยวายถูกเชิญออกจากห้างเพราะไม่ใส่หน้ากากอนามัย

ข่าวนี้เป็นข่าวดังที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมนี้เองโดยมีคุณป้าคนหนึ่งเธอนั้นได้ไม่ใส่หน้ากากอนามัยและได้ทำการเข้าไปในห้างแห่งหนึ่ง

เพื่อซื้อของหลังจากนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่พบเห็นเธอกำลังจะเดินเข้าไปใน Tesco Lotus โดยที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัยคำเจ้าหน้าที่จึงสั่งให้เธอออกไปจากห้องทันทีกลับไปที่บ้านใส่หน้ากากอนามัยอีกครั้งและค่าเดินทางมาที่นี่อีกครั้งและถ้าทำอย่างนั้นทางเจ้าหน้าที่จะมีแจ้งจับตำรวจ

ซึ่งเมื่อคุณป้าคนนั้นได้ยินเธอก็โกรธเป็นอย่างมากและโวยวายรวมถึงสะกดคำหยาบมากมายหลายๆอย่างเจ้าหน้าที่นอกจากนั้นยังมีคนได้ถ่ายคลิปของเธอเอาไว้ซึ่งเธอยังบอกอีกว่าเธอนั้นเป็นหมอดำมากๆนอกจากนั้นเธอยังมาซื้อของเพื่อนำไปกักตุนไว้ที่บ้านที่ทำให้ใส่หน้ากากนั้น

เพราะเธอมีความเชื่อที่ว่าหากไม่ป่วยก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใส่หน้ากากและเธอมั่นใจว่าเธอจะไม่ติดเชื้ออย่างแน่นอนและเจ้าหน้าที่นั้นก็ได้ทำการยกพวกมาเจรจากับเธอแต่เธอพูดคำด่าคำหยาบมากมายสายเจ้าหน้าที่เสียงดัง

ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีคนถ่ายคลิปของเธอมากมายแต่ก็ยังสู้ต่อไปพร้อมกับหันหลังมานี้พวกคนที่ถ่ายคลิปบางครั้งพร้อมกับด่าด้วยคำหยาบอีกหลายคำด่าที่ไม่มีคําหยาบเลยคำเดียวก็คือหยุดถ่ายคลิปแบบนี้นี่คือประโยคเดียวที่ไม่มีคําหยาบจึงสามารถบอกได้ว่าคุณป้าคนนี้พูดคำหยาบมากมายหลายอย่างมาก

ซึ่งมีคนคนหนึ่งได้ถ่ายคลิปได้นำคลิปนี้ไปโพสต์ใน Facebook ของตนเองซึ่งเขาได้โพสต์ประมาณว่ามนุษย์ป้าคนนี้นิสัยไม่ดีเป็นอย่างมากต่อให้เป็นหมอรวมถึงแม้กระทั่งเป็นรัฐบาลก็ควรที่จะใส่หน้ากากอนามัยและทำตามกฎระเบียบ

เพราะถึงแม้ว่าจะมีคติประจำใจอย่างนั้นแต่ก็ควรที่จะทำตามกฎถ้าต้องการที่จะเข้าไปในสถานที่ต่างๆที่มีกรดเช่นนั้นดังนั้นจึงขอให้มนุษย์ป้าเหล่านี้ที่ทำตัวแบบนี้เห็นใจและเลิกทำนิสัยแบบนี้ค่ะ และเขายังได้กล่าวไว้อีกว่าใครก็ตาม

ที่ถูกเชิญออกจากห้างก็ควรที่จะไม่วุ่นวายและถ้าเกิดว่าเจ้าของหรือก็คือคนในคลิปนี้ได้ทำการอ่านข้อความและสิ่งที่เขาโพสต์ไปเขาก็เขาบอกไว้ว่าไม่ควรที่จะพูดคำหยาบเยอะขนาดนั้นและนอกจากนั้น

ยังเป็นการด่าเจ้าหน้าที่ด้วยรวมถึงแม้กระทั่งเธอไม่ใช่ของทางห้างไม่ใช่จะรักมึงมากแล้วทางของตัวเองโดนคนที่ใส่หน้ากากอนามัยกับเขาไปทั่วดังนั้นก็ดีแค่ไหนแล้วที่ทางเจ้าหน้าที่เลือกที่จะไม่แจ้งตำรวจจับเธอและเพียงแค่ชวนเธอออกจากห้างไปเท่านั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

สัตว์ที่เกิดก่อนยุคดึกดำบรรพ์

สเตทาแคนธัส

ลักษณะของเจ้าปลาฉลามของใครหลายๆคนมันคงจะเป็นอสูรกายที่มันได้มีความดุดร้ายและถ้าหากว่ามันได้ว่ายน้ำเข้ามาอยู่ใกล้ตัวเราเมื่อไหร่ก็จะต้องรีบหนีกันเมื่อนั้นแต่ถ้าหากว่าเรานั้นได้ย้อนกลับเข้าไปในยุคดีโวเนียนจนถึงในยุคคาร์บอนิเฟอรัส

หรือเมื่อประมาณ300-380ล้านปีก่อนและถ้าหากตัวคุณนั้นได้ร่วงอยู่กลางมหาสมุทรแล้วล่ะก็คุณอาจจะต้องมีความแปลกใจกันอย่างแน่นอนเพราะแทนที่คุณจะต้องพบเจอกับเจ้าตัวร้ายโดนทั่วไปแต่คุณก็จะได้พบกับ

สเตทาแคนธัส ที่จริงมันก็ได้เป็นปลาฉลามอีกประเภคหนึ่งนั้นแหละเพียงแต่ว่ามันจะมีครีบหลังที่แปลกไปจากปลาตัวอื่นเพียงเท่านั้น ซึ่งนักวิจัยที่เขาได้พบเห็นซากและเขาก็ยังได้ตั้งข้อสันนิษฐานเอาว่าบางทีมันอาจจะเป็นการทำให้มันได้ว่ายน้ำได้เร็วและยังได้รวมไปถึงปลาฉลามตัวสาวๆเพราะสิ่งนี้มันได้เป็นสิ่งที่มี

โดยเฉพาะฉลามตัวผู้เท่านั้นเองถ้าหากว่าเรานั้นลลองสังเกตมันจริงๆบนครีบที่อยู่บนหัวของมันนั้นมันได้มีเกล็ดหยาบแบบเดียวกันแบบจมูกของพวกมันซึ่งเราก็พึ่งจะเคยเห็นว่าเจ้าปลาฉลามในยุคนั้นเขาได้ฮิตกันแบบนี้มันก็จะต้องเป็นแบบนั้นแหละเพราะว่าเรานั้นได้เกิดมาไม่ทัน

สคูโทซอรัส

สำหรับสคูโทซอรัสนั้นน่าตามันอาจจะไม่ค่อยให้แต่มันก็ยังไม่ใช่ไดโนเสรา์ทั้งหมดเลยทีเดียวเพราะว่าเจ้านี่มันได้เป็นสัตว์เลื้อยคานจำพวกอนันสิทธิ์ที่มันได้เกิดแลได้เติบโตในยุคเพอร์เมียนตอนปลายประมาณ254-265ล้านปีมากแล้ว

โดยนักบรรพชีวินก็ได้คาดว่ามันอาจจะมีความยาวขนาดของตัวถึงเกือบจะ2เมตรซึ่งลักษณะลำตัวของมันนั้นมีความหนาของตัวมันได้มีเกราะหนาซึ่งมันก็ได้เป็นกระดูกของมันเองที่เอาไว้ป้องกันฟันเขี้ยวของศัตรูตามธรรมชาติ

หากเห็นน่าตาโหดเรียกพี่สะขนาดนี้แต่คุณจะเชื่อหรือไม่ว่าสคูโทซอรัสมันได้เกิดมาเป็นสัตว์มังสวิรัติที่มันได้กินพืชใบไม้และหญ้าและรวมไปถึงพืชอื่นๆที่ดำรงค์ชีพได้ ซึ่งพวกมันก็ชอบอาศัยอยู่ที่ริมแม่น้ำ

เนื่องจากว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวนั้นมันได้มีความอุดมสมบูรณ์อีกทั้งยังได้เป็นแหล่งฟักทองที่มีมากๆเลยนี่เองแต่ถึงอย่างไรสัตว์สคูโทซอรัสมันชอบรักสงบก็ก็ใช่ว่ามันจะสยบเหล่าพวกนักล่าได้บางทีพวกมันอยู่ดีๆก็อาจจะมีสัตว์ที่กินเนื้อ เข้ามาอยู่ใกล้ๆหากเคลื่อนไหวช้าเมื่อไรรับลองเลยว่าเสร็จสัตว์กินเนื้อได้อย่างแน่นอน

 

สนับสนุนโดย  bk8 ฟรี เครดิต