ศุกร์13เป็นจริงหรือว่าเรื่องแต่งขึ้นมา?

สำหรับข้อมูลของตัวเลข13ต้องขอบอกก่อนเลยว่าตัวเลข13ตามความเชื่อเขาได้หมายถึงตัวเลขแห่งความโชคร้ายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันถ้าเอาข้อมูลที่เก่าที่สุดเขาบอกว่าตัวเลข13นี้บาบิโลนในสมัยก่อนมันเป็นตัวเลขแห่งโชคร้าย

ถ้าใครมีตัวเลขนี้อยู่อาจจะเกิดผลร้ายในด้านต่างๆในครอบครัวคนเหล่านั้นเขาเลยตั้งกฎขึ้นมาว่าทุกสิ่งทุกอย่างในกรุงบาบิโลนตอนนั้นจะต้องไม่มีการเเสดงเลข13แม้แต่เลขเดียวเลย

นอกจากนี้ืในความเชื่อของอียิปต์เลข13เขามีความหมายเกี่ยวกับความตายก็มีด้วยเช่นกันดังนั้นแล้วสิ่งเหล่านี้เลยทำให้คนคริสเตียนได้มองว่า วันศุกร์ กับ เลข13 มันเป็นสิ่งที่เป็นวันดวงซวยทั้งสองอันถ้าวันใดวันหนึ่งมันได้มาอยู่รวมกันเมื่อไรวันนั้นเขาจะถือว่าเป็นวันวิปโยคที่จะเกิดเหตุร้ายเกิดขึ้นบนโลกนี้และอาจจะมีการทำให้มีการสูญเสียมากก็เป็นได้

ดังนั้นตรงนี้เองก็เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของวันศุกร์และเลข13ที่เราได้ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อในอดีตที่ผ่านมาแต่ถามว่าถ้าเอาความเชื่อในรู้แบบของดั่งเดิมที่เกี่ยวกับวันศุกร์ที่13ที่เขาได้เอามารวมกันแล้วมันเป็นแบบที่บอกจริงหรือเปล่า

ซึ่งถ้าหากว่าเอาตามความเชื่อตามที่เรานั้นได้หามาได้มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น100%คือตามความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของศุกร์13มันได้มีอยู่หลากหลายตำนานมากแต่มันจะมีอยู่หนึ่งตำนาที่คำพูดถึงกันมากที่สุดและคนเชื่อว่านี่คือตำนานแบบออริจินอลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของศุกร์13นั่นก็คือเรื่องของThe Last Supperหรืออาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู

โดยข้อมูลตรงนี้เขายังได้บอกเอาไว้อีกว่าThe Last Supperหรืออาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาในอดีตเกี่ยวกับเรื่องของว่าหารมื้อนี้เป็นอาหามื้อสุดท้ายที่พระเยซูได้กินร่วมโต๊ะกับผู้นั่งโต๊ะทั้ง12

ซึ่งผู้นั่งโต๊ะทั้ง12เป็นลูกศิษย์ที่เคารพพระเยซูทั้งหมดเลยแต่ในวันนั้นเองได้มีหนึ่งในลูกศิษย์คนหนึ่งที่มีนามว่าจูดาสเขาได้ทำการทรยศพระเยซูและได้ทำการให้เกิดวันมหาวิปโยคเกิดขึ้นนั่นก็คือเขาได้ทำการจับพระเยซูขึงไม้กางเขนแล้วก็เกิดเป็นเนื้อเรื่องแบบที่เรารู้เกี่ยวกับเรื่องของพระเยซู

เนื่องจากนี้ในตามความเชื่อของคริสเตียนเขาเลยมองว่าเลข13คือจำนวนผู้นั่งโต๊ะทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับพระเยซูในตอนนั้นและตำแหน่งที่13คือตำแหน่งที่ยูดาสเขาได้นั่งอยู่แล้วที่สำคัญไปกว่านั้นคือวันที่พระเยซูเขาถูกตึงแขนนั่นคือวันศุกร์ด้วยตรงนี้เลยทำให้ชาวคริสเตียนเขามองว่านี่คือต้นตอความดวงซวยและเป็นตัวเลขกับวันที่แย่ที่สุดที่เขารู้ในตำนานที่ผ่านมานั้นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  letou ฟรีเครดิต

ตำนานพระธุดงค์ จ.สุรินทร์

เนื่องจากนี้ได้มีพระธุดงค์สองรูปที่ได้ธุดงค์อยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จังหวัดสุรินทร์และได้จำวัดสวดมนต์อยู่เป็นเวลาหลายวันด้วยกันจากนั้นช่วงตีสี่พระทั้งสององค์ก็ได้ออกมาทำวัดสวดมนต์จนถึงเช้าจากนั้นได้ถึงเวลาบิณฑบาต

แต่ว่าพระอาจารย์ได้บอกกับเขาว่าวันนี้ไม่ต้องไปบิณฑบาตหรอกนั่งอีกสักพักชาวบ้านก็จะเข้ามาทำบุญที่นี่เองตัวของเขาก็เริ่มเอะใจและพระอาจารย์พูดต่อท่านจำเอาไว้เดี๋ยวตอนที่ชาวบ้านมาทำบุญใส่บาตรเรานั้นท่านจงสังเกตเอาไว้ให้ดีๆจะมีหญิงวัยกลางคนอยู่สองคนที่จะแต่งตัวไม่เหมือนคนในพื้นที่นี้และกับข้าวที่จะนำมาถวายเรานั้นก็จะไม่เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปบริเวณนี้

ซึ่งพระพงษ์ท่านก็พึ่งจะบวชได้แค่เพียงเดือนเดียวเองแต่ก็ได้รับฟังในสิ่งที่พระอาจารย์นั้นได้บอกว่าและท่านก็ได้บอกต่อไปอีกว่าถ้าหญิงวัยกลางคนสองคนนี้เขานำข้าวและกับข้าวมาประเคนเราก็ต้องรับด้วยนะท่านไม่ว่าเขานั้นจะมาดีหรือว่ามาร้ายเราก็ต้องรับประเคนเอาไว้ก่อน

เมื่อพระพงษ์ท่านได้ฟังแบบนั้นก็ตกปากรับคำอาจารย์ไว้พอเวลาผ่านไปเข้าช่วงเจ็ดโมงเช้าชาวบ้านก็เริ่มมาจริงต่างพากันเข้ามาใส่บาตรในสมัยนั้นทางภาคอีสานชาวบ้านส่วนใหญ่จะแต่งกายคล้ายกันหมดเลยและก็เป็นตามที่พระอาจารย์ได้บอกเลยให้สังเกตหญิงสองคนที่แต่งกายไม่เหมือนชาวบ้าน

ซึ่งพระพงษ์ก็ได้เห็นมีผู้หญิงสองคนจริงโดยได้แต่งกายดีมากดูลักษณะอายุจะไม่เกิน50ปีเธอทั้งสองใส่กางเกงผ้าสแลคเสื้อธรรมดาผิดกับชาวบ้านคนอื่นๆพระพงษ์ก็สงสัยว่าพระอาจารย์มีเรื่องอะไรในใจกันแน่พอเสร็จจากการให้ศีลให้พรเสร็จแล้วก็ถึงเวลาที่ชาวบ้านจะเข้ามาประเคนข้าวกับข้าวที่ชาวบ้านนำเอามาใส่บาตรทำบุญกันนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้าวเหนียวและปลาที่จับได้ตามท้องนา

เมื่อถึงเวลาที่สองหญิงแต่งตัวไม่เหมือนใครที่พระอาจารย์ได้บอกเอาไว้เธอก็ได้แยกมาประเคนอาหารให้กับพระทั้งสองพระพงษ์ก็ได้สังเกตกับข้าวที่สองหญิงมาถวายให้กับพระทั้งสองนั้นเป็นข้าวสวยธรรมดาและอาหารก็ไม่เหมือนกับชาวบ้านจริงๆ

ในขณะที่หญิงกำลังประเคนหญิงดังกล่าวก็ได้พูดกับพระอาจารย์ว่าพระจารย์ไม่ใช่คนที่นี่คงจะฉันข้าวเหนียวไม่ค่อยชินก็เลยทำอาการภาคกลางมาถวายจากนั้นก็ได้ให้พรชาวบ้านจะได้กลับกันก่อนจะได้ไม่ต้องมารอพระฉันข้าวเสร็จแล้วพระจารย์ก็ได้หันมาบอกกับพระพงษ์ว่าอย่าได้ฉันข้าวที่หญิงคนนี้มาถวาย

โดยพระพงษ์ก็สงสัยพระอาจารย์ก็บอกว่าให้เอากับข้าวของหญิงสาวมาใส่เอาไว้ในบาตรให้หมดพอทำวัดเสร็จแล้วมาเปิดดูพระพงษ์กลับพบว่าเป็นเม็ดทรายและตะปูเต็มไปหมดตอนนั้นพระพงษ์ถึงกับอึ่งไปเลย

 

สนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า คือ

ตำนานเกี่ยวกับเกาะคำชะโนด

ซึ่งด้วยความแปลกของต้นคำชะโนดที่อยู่บนเกาะชาวบ้านในระแวกนั้นก็ได้มีความเชื่อกันไปต่างๆนานาเชื่อว่ามีพญานาคมาร่ายมนต์ใส่เกาะแห่งนี้บ้างหรือว่าเป็นเกาะผีบ้างแต่ว่าจะมโนไปอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ยุคนี้มันเป็นยุค5Gกันแล้ว

นอกจากนี้พวกเหล่านักวิชาการหัวใหม่เขาก็เลยเข้าไปศึกษาหาประวัติแล้วก็สืบค้นข้อมูลต่างๆเพื่อทำให้รู้ว่าเกาะแห่งนี้ทำไมมันถึงสามารถลอยน้ำได้แล้วก็รอดพ้นในการน้ำท่วมอยู่ทุกครั้งเลยเขาก็เลยมีทฤษฎีขึ้นมาว่าจริงๆแล้วตัวเกาะมันอาจจะไม่ได้เป็นพื้นที่โดยทั้งหมดเลยก็ได้มันอาจจะเป็นเพียงแค่กลุ่มก้อนอะไรที่มันลอยน้ำอยู่

เนื่องจากนี้เขาได้สันนิษฐานกันว่าพื้นที่ของตัวเกาะมันจะมีความหนาอยู่ประมาณ3เมตรโดยเกิดจากการเกิดขึ้นมารวมตัวกันของรากไม้ทั้งนั้นเลยคือเจ้ารากไม้มันได้งอกออกมามันก็จะแพ่ออกไปแบบแนวนอนเกี่ยวแน่นกันจนกลายเป็นพื้นดินมันก็เลยทำให้เป็นพื้นดินทีแน่นแบบพิเศษที่มีโพงอากาศมากมาย

โดยได้มีการนำเอามาบวกกันของพวกซากพืชซากสัตว์ที่มันทับถมสะสมกันมาอย่างยาวนานกว่าหลายร้อยปีจนกระทั่งดูไม่ออกเลยว่ามันเป็นซากอะไรแล้วและจับตัวกันเป็นก้อนแข็งๆ

ทั้งนี้ด้วยเหตุทั้งหมดทั้งมวนนี้เองคำชะโนดก็เป็นเหมือนก้อนอะไรที่ลอยน้ำอยู่แต่ทว่ามันเป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้นถ้าจะให้รู้จริงๆมันก็ต้องไปสำรวจกันใต้น้ำเลยแต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็ยังเป็นเรื่องของความเชื่ออะไรนี้อีก

ซึ่งชาวบ้านแถวนั้นเขาก็เชื่อกันว่าที่แห่งนี้มันจะเป็นวังนาคินหรือว่าประตูสู่บาดารและมันก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปรบกวนสิ่งศักดิ์สิทธิอะไรที่มันอยู่ใต้น้ำบ้างก็บอกว่าข้างใต้น้ำมันจะมีจระเข้ยักษ์ตัวหนึ่งอาศัยอยู่มันก็เป็นบริเวณของเจ้าปู่ศีรสุทโธที่ได้อาศัยอยู่ในบริเวณที่แห่งนั้นเชื่อว่ามันจะกินคนที่เข้ามาในเขตนี้แต่จระเข้มีจริงทำไมมันไม่โผล่ขึ้นมาเลยสักครั้ง

ดังนั้นด้วยตำนานที่มันโหดอย่างนี้แบบนี้มันก็เลยทำให้คนเขานั้นกลัวเรื่องราวของคำชะโนดก็เลยได้กลายเป็นเพียงตำนานเรื่องราวปริศนากันต่อมา

จนกระทั่งสุดท้ายแล้วก็มีนักประดาน้ำใจกล้าอาศัยที่จำดำน้ำลงไปพิสูจน์เองโดยนักดำน้ำคนนี้ก็เป็นนักดำน้ำของมูลนิธิที่ได้อาศัย

ซึ่งเอาจริงๆเขาก็แอบกลัวอยู่เหมือกันและพอพี่เขาได้ดำน้ำลงไปด้านข้างแล้วน้ำที่มันขุ่นๆอยู่ลงไปอีกปรากฎว่าน้ำนั้นใสสามารถมองเห็นสัตว์น้ำต่างๆได้เต็มที่เลยและเขาก็ได้พบเจอกับโพงหนึ่งมันมีความลึกมากและตามความเชื่อของชาวบ้านเขาบอกว่าโพงแห่งนี้มันสามารถไปได้ถึงใจกลางของเกาะเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  หวยดี

บึงพลาญชัยคือหลอน จ.ร้อยเอ็ด

ซึ่งเหตุการณ์ของบึงพลาญชัยได้มีหญิงสาวคนหนึ่งได้เข้ามาฆ่าตัวตายที่บึงแห่งนี้แล้วปรากฏว่าชาวบ้านในระแวกนั้นพบเห็นหญิงผู้นี้อยู่บ่อยครั้งจากนั้นได้มีผู้ที่สามารถสัมผัสกับวิญญาณได้เคยเข้าไปสัมผัสห้องน้ำที่เกิดเหตุแห่งนี้แล้วได้นั่งสมาธิแล้วได้นิมิเห็นวิญญาณของผู้หญิงคนนี้ยืนร้องไห้อยู่ในที่เกิดเหตุพร้อมกับร้องขอให้ปลดปล่อยวิญญาณออกจากสถานที่แห่งนี้

นอกจากนี้ก็ได้ไปเชิญพระสงฆ์มาทำพิธิปลดปล่อยดวงวิญญาณของผู้หญิงคนนี้โดยในปัจจุบันห้องน้ำสถานที่แห่งนี้ก็ได้มีการปรับปรุงเรียบร้อยแล้วและยังมีชาวบ้านบางคนที่กำลังวิ่งผ่านยังคงได้ยินเสียงร้องแต่บางคนก็ไม่ได้พอเจอเหตุการณ์ประหลาดหรือเรื่องที่หลอนๆของในสถานที่แห่งนี้เลย

เนื่องจากนี้เรื่องหลอนภายในห้องน้ำแห่งนี้แล้วก็ยังพบเจอเรื่องหลอนๆภายในบริเวณที่แห่งนั้นอีกและได้มีบุคคลหนึ่งเขาได้มาเขียนเรื่องเล่าที่สยองขวัญเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ว่าสิ่งที่เขานั้นได้พบเจอมันเป็นเรื่องจริงที่พบเจอกับตัวของเขาและเพื่อนเลย

เรื่องมันก็มีอยู่ว่าในระหว่างที่เขาและเพื่อนที่กำลังขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งแฟนที่บ้านโดยไฟที่ติดอยู่ในซองบ้านของแฟนค่อนข้างที่จะมืดจึงคิดว่าหากชวนเพื่อไปด้วยจะได้ไม่รู้สึกกลัวด้วย

เพราะเนื่องจากว่าเขานั้นเป็นคนที่ค่อนข้างที่จะกลัวผีหลังจากที่ส่งแฟนเสร็จเขาและเพื่อนของเขาก็ได้ขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้านกันตามปกติขับผ่านวัดหนึ่งที่อยู่แถวๆบึงพลาญชัยในระหว่างที่พวกเขากำลังขับรถผ่านไปนั้นสายตาของเขาได้มองไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งได้ยืนตรงข้ามกับวัด

ซึ่งในเวลาขนาดนั้นเป็นเวลาตีหนึ่งเขาได้ขับผ่านผู้หญิงคนนี้ที่ยืนอยู่บริเวณริมทางตรงข้ามกับวัดด้วยความสงสัยเขาจึงได้คุยกับเพื่อนว่าเดี๋ยวเราลองขับไปดูทีดีกว่าว่าทำไมได้ออกมายืนในที่แบบนี้คนเดียวด้วยความสงสัยของเขาและเพื่อน

จึงได้ทำการวนรถกลับไปดูอีกรอบหนึ่งเขาก็ยังเจอผู้หญิงคนนั้นอยู่เช่นเดิมยืนอยู่ในตำแหน่งเดิมสถานที่ๆที่เดิมแต่ในครั้งนี้เขาค่อยๆชรอรถดูว่าผู้หญิงคนนี้คือใครกันและแล้วอยู่ๆผู้หญิงคนนี้ที่ยืนอยู่ก็ค่อยๆหันหน้ามาหาเขา

ในขณะที่พวกเขากำลังขับรถเข้ามาใกล้ๆกับผู้หญิงคนนี้เธอก็ค่อยๆเงยหน้าแล้วก็หันมายิ้มให้กับพวกเขาและเขาทั่งสองคนได้สังเกตเห็นว่าใบหน้าของผู้หญิงคนนี้ที่ค่อยๆหันมายิ้มให้นั้นมันมีลักษณะแปลกๆเพราะว่ารอยยิ้มที่เขาได้จากผู็หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นการส่งยิ้มที่ธรรมดา

สิ่งที่พวกเขานั้นพบเจอก็คือปากของผู้หญิงคนนี้ที่ได้ยิ้มให้กับพวกเขานั้นมีลักษณะปากได้ฉีกไปถึงงงใบหูทำให้พวกเขากับเพื่อนถึงกับหยุดน้ำตาเอาไว้ไม่หยุดแล้วก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สูตรหวยยี่กี 2ตัวล่าง lottovip

เรื่องเล่าหมู่บ้านลัดดาแลนด์

นอกจากนี้หลังจากที่ได้เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมหมกศพเอาไว้ที่ใต้บันไดบ้านจากนั้นก็ได้มีชาวต่างชาติก็ได้เข้ามาซื้อบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านลัดดาแลนด์แห่งนี้ที่ตั้งอยู่ใกล้กับบ้านระแวกที่เกิดเหตุตรงนั้นแล้วก็ได้จ้างสาวชาวพม่ามาเป็นแม่บ้านประจำของหมู่บานแห่งนี้เพราะว่าชาวต่างชาติคนนี้เขาจะเข้ามาในประเทศไทยแล้วมาท่องเที่ยวในช่วงเวลาหน้าหนาวเพียงเท่านั้น

จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจ้างแม่บ้านให้เข้ามาดูแลบ้านที่ตนซื้อเอาไว้อยู่ตลอดเวลาแต่ความซวยมันได้เกิดขึ้นตรงที่ว่าได้มีอยู่วันหนึ่งได้มีโจรได้บุกขึ้นบ้านชาวต่างชาติคนนี้แล้วหญิงสาวพม่าคนนี้ได้เห็นหน้าโจรที่กำลังปล้นบ้านจึงทำให้โจรพวกนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องฆ่าปิดปากหญิงสาวชาวพม่าคนนี้แล้วทำการฆาตกรรมหมกศพเอาไว้ที่ห้องใต้บันไดเป็นระยะเวลานานกว่า2เดือนกว่าจะมีคนมาพบ

ซึ่งเหตุการณ์ตรงนี้มันเหมือนจะเป็นเหตุการณ์ฆาตกรรมธรรมดาแต่มันไม่ธรรมดาตรงที่ว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมตรงนั้นแล้วในระยะเวลา2เดือนและไม่มีใครรู้เลยว่าผู้หญิงชาวพม่าคนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้วและยังมีหลายๆคนได้พบเจอหญิงสาวชาวพม่าคนนี้ออกมาใช้ชีววิตและออกมาดูแลบ้านเหมือนคนปกติโดยทั่วไปเลย

เนื่องจากนี้ในเหตุการณ์ตรงนี้มันได้เป็นคำบอกเล่าของคนที่ได้อยู่ตรงนั้นเขาได้บอกเอาไว้ว่าในทุกๆวันเขาจะเห็นหญิงสาวชานพม่าคนนี้ออกมารดน้ำดูแลต้นไม้เก็บกวาดซักผ้าปูที่นอนอยู่ทุกวันแต่มีอยู่วันหนึ่งไม่เห็นผู้หญิงคนนี้ออกมาจากบ้านเลยแล้วบ้านที่มีต้นไม้ก็ขึ้นรกขึ้นไปเรื่อยๆแต่มันไม่ได้มีการดูแลแต่อย่างใด

นอกจากนี้มีอยู่วันหนึ่งผู้หญิงคนนี้ที่เป็นแรงงานชาวพม่าเขาก็ได้ออกมาทำหน้าที่ของเขาต่อแต่มันมีลักษณะที่มันดูแปลกๆขึ้นนั่นก็คือเพื่อนบ้านที่เห็นผู้หญิงคนนั้นเขาก็มีการทักทายได้มีการพูดคุยกับผู้หญิงคนนั้นแต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับจากหญิงสาวชาวพม่าคนนั้นเลย

ซึ่งการทำงานต่างๆที่เกิดขึ้นในเวลานั้นมีความช้าและสิ่งต่างๆที่ทำไปมันเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นและมันมีความรกร้างไปมากกว่าเดิมอีกด้วย

โดยเหตุการณ์ตรงนี้มันก็ได้สร้างความสงสัยและความประหลาดใจให้กับเพื่อนบ้านมากและมันได้มีอยู่วันหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงมากที่สุดนั่นก็คือมีอยู่วันหนึ่งเพื่อนบ้านขับรถผ่านมาหน้าบ้านแห่งนั้นและเจอหญิงสาวชาวพม่าคนนี้ยืนนิ่งๆขวางถนนอยู่ที่หน้าบ้านเพื่อนบ้านเลยถามว่ามายืนทำอะไรคนเดียวจากนั้นก็ไม่ได้รับการตอบกลับแต่อย่างใดเธอค่อยๆหันหน้ามาหน้าหญิงชาวพม่ามีใบหน้าที่เน่าไปหมดเหมือนศพที่ตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า2เดือน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

ประวัติกติกาของการเล่นกีฬาฟุตซอล

หลังจากที่กีฬาฟุตซอล หรือเกมการแข่งขันฟุตบอลในร่มที่มีผู้เล่นฝ่ายละ 5 คน เริ่มเป็นที่แพร่หลายกันมาตั้งแต่ปี 1982 จนทำให้กีฬาชนิดนี้ถูกบรรจุเข้ามาเป็นการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลกอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1989 จนมาถึงทุกวันนี้

กีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากมายในกลุ่มคนทั่วไปเนื่องจากไม่จำเป็นต้องเล่นกลางแดดอีกต่อไป และยังใช้จำนวนผู้เล่นไม่เยอะเพียงแค่ฝ่ายละห้าคน ก็สามารถเล่นกันได้สนุกสนานแล้ว แถมพื้นที่ยังไม่จำเป็นต้องใหญ่เท่าสนามฟุตบอลจริงแต่อย่างใด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

กีฬาชนิดนี้ก็ต้องถูกบรรจุในกีฬาสากลและมีมาตรฐานการกีฬาและกติกาเหมือนอย่างเช่นกีฬาฟุตบอลด้วยเช่นกัน ซึ่งกีฬาชนิดนี้ถือว่าเป็นกีฬาที่จัดแข่งขันในระดับโลกแล้ว โดยกติกาที่ว่านั้น จะถูกกำหนดให้แต่ละทีมนั้นสามารถส่งรายชื่อนักเตะเข้าร่วมทำการแข่งขันในแต่ละนัดได้ไม่เกิดสิบสองคน

และจะลงสนามได้เพียงครั้งละห้าคนเท่านั้น ซึ่งในห้าคนนี้จะต้องรวมผู้รักษาประตุแล้ว แต่สำหรับตำแหน่งผู้รักษาประตูนั้นจะสามารใช้มือได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในกรอบเขตโทษของตัวเองเท่านั้น ซึ่งที่ต้องย้ำกติกาตรงข้อนี้ก็เนื่องจากว่า ทีมสมัยใหม่นั้น

มักจะใช้ตำแหน่งผู้รักษาประตูนั้น ทำหน้าที่เป็นกองหลังตัวสุดท้ายด้วยเช่นกันเพื่อความได้เปรียบในเรื่องของเกมบุก ส่วนการเปลี่ยนตัวผู้เล่นในแต่ละนัดนั้น จะไม่จำกัดจำนวนครั้ง และเปลี่ยนได้ทุกคน ทุกเวลา ส่วนในช่วงการแข่งขันนั้นหากมีทีมใดที่มีนักเตะลงสนามหรืออยู่ในสนามน้อยกว่าสามคน

นั้นจะถูกปรับแพ้ฟาวล์โดยทันที (บางทีมอาจจะมีผู้เล่นในสนามได้รับใบแดง) และในส่วนเวลาของการแข่งขันนั้น จะกำหนดไว้เป็นสองช่วงเวลาคือครึ่งแรกและครึ่งหลัง คือครั้งละ 20 นาที และในแต่ละครึ่งนั้น แต่ละทีมจะสามารถขอเวลานอกได้ครั้งละหนึ่งนาที ต่อหนึ่งช่วงเวลา

ส่วนการตัดสินผลแพ้ชนะนั้น ก็จะยึดเมื่อการแข่งขันฟุตบอลทั่วไปคือนับที่จำนวนประตูเช่นเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันนั้น แต่ละประเทศก็เริ่มมีการพัฒนาเป็นการแข่งขันแบบลีกคือระบบพบกันหมดและเป็นแชมป์ในแต่ละประเทศ รวมไปถึงการจัดการแข่งขันฟุตซอลถ้วยชิงแชมป์ และก็มีการลงทะเบียนขึ้นเป็นนักฟุตซอลอาชีพด้วย

ไม่ต่างกับฟุตบอลอาชีพเลยทีเดียว ก็เรียกได้ว่าเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนชอบกีฬาประเภทนี้ ที่ดูสนุกและเร้าใจไม่ต่างกับการแข่งขันฟุตบอลจริงๆ จนหลายๆนักเตะที่เคยฟุตบอลอาชีพก็เริ่มผันตัวเองมาเล่นฟุตซอลกันบ้างแล้ว

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

ตำนาน บาเกะเนโกะ ของญี่ปุ่น  ปีศาจแมว     

           ตำนานความเชื่อของคนชาวญี่ปุ่นนั้นมีมามีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งความเชื่อของคนญี่ปุ่นนั้นแบ่งออกเป็นความเชื่อเกี่ยวกับแมว 2 ส่วนก็คือความเชื่อเกี่ยวกับแมวที่เป็นแมวด้านดีให้โชคให้ลาภแต่อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นแมวปีศาจซึ่งคอยจำแลงร่างกายมากัดกินมนุษย์

ซึ่งในสมัย เอโดะ นั้นได้มีการพูดถึงปีศาจแมวที่ชื่อว่าบาเกะเนโกะ โดยมีการเชื่อกันว่าในสมัยเอโดะนั้นปีศาจแมว บาเกะเนโกะ  มักจะออกอาละวาดยามค่ำคืน โดยสมัยก่อนนั้นมนุษย์มักจะนำแมวมาเป็นสัตว์เลี้ยงเอาไว้ใช้งานโดยมันจะมีหน้าที่ในการช่วยกำจัดหนูและเมื่อมันทำงานสำเร็จสามารถจัดการกับหนูได้คนที่เลี้ยงแมวนั้น

ก็จะให้รางวัลมันด้วยการให้อาหารมันกินแต่อย่างไรก็ตามอาหารที่พวกแมวได้กินนั้นก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของพวกมัน ดังนั้นพอช่วงเวลาในการคืนแมวต่างๆที่มันยังไม่อิ่มมันจึงได้พยายามออกหาอาหารในช่วงเวลากลางคืนและอาหารที่มันกินได้ในยามค่ำคืนของประเทศญี่ปุ่นซึ่งหากินได้ภายในบ้านของเจ้านายของพวกมันนั่นก็คือน้ำมันตะเกียง

เหตุที่แมวกินน้ำมันตะเกียงนั่นก็เพราะว่าน้ำมันตะเกียงของคนญี่ปุ่นนั้นทำมาจากน้ำมันของปลาและไข่ปลาวาฬ ซึ่งขณะที่แมวเหล่านั้นกินน้ำมันตะเกียงอยู่แสงสะท้อนของเงาที่ส่งไปกระทบกับผนังจะทำให้เราเห็นว่าแมวที่ยืนกินน้ำมันตะเกียงอยู่นั้น

มีลักษณะคล้ายกับคนที่กำลังยืนอยู่ ทำให้คนที่ผ่านมาเห็นเงาของแมวที่กำลังกินน้ำมันตะเกียงนั้นเข้าใจผิดคิดว่าเงานั้นคือเงาของปีศาจ ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าเมื่อแมวบ้านที่พวกเขาเลี้ยงเอาไว้นั้นมีอายุเกิน 13 ปีขึ้นไปแมวนั้นจะกลายร่างเป็นบาเกะเนโกะทันที เนื่องจากว่าพวกเขาสังเกตเห็นว่าเมื่อแมวอายุมากกว่า 13 ปี

ห่างของพวกมันก็จะยาวขึ้นและตัวมันก็จะดูสูงขึ้นที่สำคัญพวกมันสามารถยืน 2 ขาได้และสามารถเลียนเสียงมนุษย์ได้อีกด้วย และในที่สุดแมวเหล่านั้นก็จะสามารถกลายร่างแปลงเป็นคนได้และกลายเป็นปีศาจร้ายที่น่ากลัว ซึ่งชาวบ้านยังร่ำลือกันอีกว่าปีศาจแมวที่กลายร่างเป็นคนได้นั้นมันจะสามารถกินสัตว์ได้ทุกชนิด

แม้ว่าสัตว์ตัวนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่ามันก็ตามหรือสัตว์ชนิดนั้นจะมีพิษพวกมันก็สามารถกินได้ และมันสามารถกลายร่างเป็นคนได้หากมันกินคนคนนั้นเข้าไปทำให้ผู้คนต่างก็พากันหวาดกลัว ยามค่ำคืนจึงมักไม่ค่อยมีใครออกมาเดินนอกบ้าน แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันนั้นคนประเทศญี่ปุ่นมีความผูกพันกับแมวที่มีชื่อเสียงทางด้านดี ดังที่เราจะได้เห็นรูปปั้นที่มีแมวกักมือเรียกนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  v9bet

ตำนานรามายณะ

เรื่องราวการค้นพบแนวหินที่ดุเหมือนคล้ายกับสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศอินเดียและประเทศศรีลังกาที่ทางนาซาได้เป็นผู้ถ่ายนี้ขึ้นมาเองจากดาวเทียมของทางนาซา สำหรับนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ยังคงเป็นเรื่องที่ได้มีการถกเถียงกันอยู่ที่เกี่ยวกับสะพานแห่งนี้

รวมไปถึงตำนานรามายณะที่ได้ถูกเขียนเอาไว้ในคัมภีร์พระเวทว่ามันเคยเป็นเรื่องที่ได้เกิดขึ้นมาจริงหรือไม่ ถึงคงแม้ว่าเรื่องราวในการต่อสู่มันจะถูกเคียงกับเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ที่ได้เป็นหารต่อสู้กันในระหว่าง ชาวมาลายัน

และ ชาวดราวิเดียนจากการพบหลักฐานแล้วได้บอกเอาไว้ว่ามันคือเรื่องจริงที่มันได้เคยเกิดขึ้นแต่สำหรับนักวิจัยมนุษย์ต่างดาวกลับได้มีความน่าสนใจไปมากกว่านั้น ชาวมาลายัน ซึ่งน่าจะคือกลุ่มของพระรามได้มีบันทึกว่าได้สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าที่ได้มาจากบนฟ้า

พวกเขาได้มายานพาหนะที่เรียกว่าวิมานะสามารถบินในอากาศได้ก่อนที่มนุษย์ในยุคปัจจุบันจะสามารถค้นพบเครื่องบินนับหมื่นนับแสนปียานวิมานะของงพวกเขาได้มีความใกล้เคียงกันกับยูเอฟโอของมนุษย์ต่างดาวแถมอาวุธของพวกเขาที่ได้นำเอามาใช้ในการต่อสู้กันยังได้มีอนุภาพที่ร้ายแรงเทียบเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์

อีกทั้งยังได้มการค้นพบสารกัมมันตรังสีในเมืองโบราณที่ได้ล่มสลายเหล่านี้ด้วยสะพานพระรามในตำนานรามายณะได้ถูกสร้างขึ้นด้วยกองทัพว่านอน เมื่อประมาณ1.75ล้านปีก่อนข่าวจากนาซาองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐที่ได้เคยเผยแพร่ภาพของสะพานโบราณ ซึ่งได้มี่อายุกว่า1.75ล้านปี

ที่ได้เชื่อมต่อระหว่างอินเดียกับศรีลังกาได้ถูกนำเอากลับมาเผยแพร่ใหม่อีกครั้ง เมื่อวันที่4มีนาคม ปี2016 ถึงแม้ว่าข่าวดังกล่าวมันจะถูกกล่าวถึงมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี2002 ซึ่งมันได้เป็นช่วงเวลาที่อินเตอร์เน็ตมันก็ได้เริ่มเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลกสะพานพระรามตามตำนานรามายณะได้อ้างว่ากองทัพว่านอนและหนุมานได้เป็นผู้สร้างขึ้น

โดยได้ก่อรากฐานด้วยท่อนไม้ก่อนที่จะก่อทัพด้วยก้อนหินชิ้นน้อยใหญ่เพื่อให้กองทัพของพระรามสามารถที่จะเดินทางข้ามทะเลไปช่วยเหลือนางสีดาจากทศกัณฐ์ที่กรุงลงกาได้ เมื่อราวปลายปี2002 ทานาซาก็ได้เผยแพร่ภาพจากอวกาศของช่องแคบ

ซึ่งก็ได้แสดงให้เห็นถึงแนวสันทรายที่ได้เชื่อมต่อกับเกาะศรีลังกาและเกาะอินเดียได้อย่างชัดเจนภาพดังกล่าวได้ถูกนำเอาไปโยงกับตำนานรามายณะที่ได้กล่าวมาข้างต้นพร้อมกับแต่งเติมเรื่องราวเข้าไปอีกว่านาซาได้เป็นผู้ยืนยันอีกว่าสะพานดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์เมื่อประมาณ1.75ล้านปีก่อน

 

ขอขอบคุณ  ทางเข้า entaplay  ที่ให้การสนับสนุน

เมืองที่เรามองไม่เห็นหรือบเมืองลับแล

ซึ่งเราอยากจะบอกว่าเรื่องตำนานของเมืองลับแลนั้นมันไม่ใช่ว่ามันจะเป็นที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทยแต่คำว่าเมืองลับแลของเรานั้นเราได้เปรียบเสมือนว่ามันได้เป็นเมืองโบราณที่เราไม่สามารถที่จะพบเจอได้หรือเป็นเมืองที่ไทด้หลบซ้อนอยู่แต่เรานั้นไม่สามารถที่จะหามันเจอซึ่งตรงนี้มันเป็นความหมายของเมืองลับแลในความคิดของเรา

ซึ่งเรื่องนี้มันได้มีการอ้างอิงมาจากเรื่องตำนานพญานาคด้วยเพราะว่าสถานที่ที่เขาได้มีการพูดถึงกันเยอะมากที่สุดคือป่าคำชะโนดมันได้มีเรื่องของพญานาคอยู่แต่ว่าเราจะไม่พูดถึงเรื่องของพญานาคแต่เราจะพูดถึงเรื่องเมืองที่เรามองไม่เห็นเท่านั้น

ถ้าจะให้พูดถึงเมืองลับแลเราขอแยกเป็นบางกรณีๆไป สำหรับกรณีแรกก็คือเรื่องของความเชื่อคือคนเฒ่าคนแก่หลายๆภูมิภาคเขาก็ได้มีการเล่าต่อกันมาเล่าถึงเรื่องเมืองลับแลเมืองที่เคยมีการพบเจอและอยู่ดีๆวันใดวันหนึ่งเมืองแห่งนี้มันได้หายไปเพราะด้วยเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งบางก็ว่าหายไปเป็นสิบปีแต่กลับมาอีกทีมาบอกว่าพึ่งจะเข้าป่าไปหนึ่งชั่วโมง

บางคนก็ชอบหลงป่าบางคนก็ได้ไปเจอเมืองๆหนึ่ง ซึ่งมันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้มันจะมีอยู่เมือง เมืองหนึ่งที่ได้อยู่ในกลางป่าใหญ่และคำพูดของผู้หลักผู้ใหญ่บางคนเขาก็ได้บอกว่าการแต่งตัวมันเหมือนย้อนยุคไปเลยแต่งตัวเป็นชุดราชสีขาวโจงกระเบนและมันอยู่ในป่า ซึ่งมันยิ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแรง

ซึ่งตรงนี้ทเราก็เลยไปสืบหาข้อมูลมาเบื้องต้นเขาได้บอกว่าตำนานเกี่ยวกับเมืองลับแลที่ได้มีคนพูดถึงเยอะมากที่สุดและได้มีคนเชื่อทกันมาที่สุดนั้นก็คือมันจะอยู่ที่ป่าคำชะโนดในจังหวัดอุดรธานีแต่ตรงนี้เขาก็ยังยื่นยันว่าเมืองลับแลมันได้มีอยู่ทุกๆที่มันไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีอย่างเดียว

แต่สถานที่นี้คือได้มีชื่อเสียงและดังมากที่สุดนั่นเสองถ้าจะเอาตามตำนานที่ได้มีคนแก่เขาได้เล่ากันต่อๆกันมาและได้เชื่อกันมาที่สุด ซึ่งเขาได้เล่าเอาไว้ว่าคนพื้นเมืองในสมัยก่อนนั้นที่เขาได้อาศัยอยู่ในพื้นรบริเวณป่าเขาก็จะมีวิถีการดำรงชีวิตทั่วไปก็คือการเข้าป่าเพื่อหาอาหารหาหน่อไม้ล่าสัตว์เพื่อนำเอามาประกอบอาหารในการประทังชีวิต

และก็ได้เข้าไปเอาน้ำที่แม่น้ำลำธารเพื่อเอามาใช้เพื่อนำเอามาดื่มเขาก็จะมีวิถีประมาณนี้สำหรับคนที่ได้ใช้อยู่ใกล้ๆป่าหรืออยู่ในป่าเป็นสิบๆปีและคนเล่านี้เขาก็จะชำนานทางในป่ามากก็คือใช้ชีวิตอยู่ตรงนี้ยังไงมันก็ไม่มีทางหลงอย่างแน่นอน

 

สนับสนุนโดย  entaplay pantip

ตำนาน ยักษ์โกไลแอธ

          สำหรับตำนานของยักษ์ทั่วโลกที่มีการพูดถึงกันมากตนหนึ่งนั้นก็คือ ตำนานของยักษ์ที่มีชื่อว่า โกไลแอธ  เนื่องจากมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับยักษ์โกไลแอธ ว่าได้มีหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่เป็นเด็กเลี้ยงแกะที่มีชื่อว่า เดวิด และยักษ์ที่เป็นชาว ฟิริสไทม์ ที่มีชื่อเรียกว่า ยักษ์โกไลแอธ

ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการบันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลของศาสนาคริสต์ โดยในตำนานมีการบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ว่า ยักษ์โกไลแอธ ได้เดินทางมาระรานชาวเอสราเอล และยังมีการท้าประลองกับนักสู้ของประเทศอิสราเอลทุกคนด้วยว่าหากใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่ง

ก็ให้มาต่อสู้กับตนเอง และแน่นอนว่าต่อให้เก่งกาจมากแค่ไหน แต่ก็คงไม่มีใครอยากทีจะต่อสู้กับยักษ์แน่นอน ดังนั้น ในวงล้อมที่มีผู้คนอยู่เยอะแยะเต็มไปหมดจึงไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปต่อสู้กับยักษ์โกไลแอธเลย

จนในที่สุดก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเขาเดินฝ่าวงล้อมเข้าไปเพื่อไปยืนต่อหน้าของยักษ์โกไลแอธ ซึ่งเด็หนุ่มคนดังกล่าวนั้น มีอาวุธเพียงแค่หินก้อนเดียวเท่านั้น ในขณะที่ยักษ์โกไลแอธนั้นมีอาวุธครบมือเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีแค่หินแค่ก้อนเดียวเท่านั้น แต่เด็กหนุ่มคนดังกล่าวก็สามารถเอาชนะเจ้ายักษ์โกไลแอธได้ด้วยการขว้างก้อนหินในมือไปโดนที่หน้าผากของยักษ์โกไลแอธ

เข้าอย่างจังจนทำให้มันล้มลงและสามารถเอาชนะยักษ์โกไลแอธได้ในที่สุด และถึงแม้ความเชื่อนั้นจะมีการระบุเอาไว้ว่าโกไลแอธ นั้นคือยักษ์ที่มีรูปร่างที่สูงใหญ่ แต่ความเป็นจริงแล้ว ยักษ์โกไลแอธ อาจจะไม่ใช่ยักษ์จริงจริงก็ได้ นั่นก็เพราะว่าตามข้อมูลแล้วยักษ์โกไลแอธ นั้นมีความสูงเพียงแค่ 2-3 เมตรเท่านั้นเอง

ซึ่งหากเมื่อนำความสูงของยักษ์โกไลแอธไปเทียบกับความสูงของยักษ์ตัวอื่นอื่นนั้น ความสูงของยักษ์โกไลแอธ กลายมาเป็นยักษ์แคระไปเลยทีเดียว ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่ายักษ์โกไลแอธ นั้นก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดา ที่มีความสูงเกินมาตรฐานของคนทั่วไปเท่านั้นเอง

        อย่างไรก็ตามตำนานความเชื่อเกี่ยวกับยักษ์โกไลแอธ นี้ยังคงมีอยู่และยังคงมีการเผยแพร่กันอย่างกว้างขวางในกลุ่มของคนที่นับถือศาสนาคริสต์ เพราะจะมีคำสอนและมีการพูดถึงยักษ์โกไลแอธ นี้อยู่มาจนถึงปัจจุบัน 

ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องจริงที่นำมาสร้างเป็นตำนานเพียงแต่อาจจะมีการดัดแปลงจากคนธรรมดาให้กลายมาเป็นยักษ์เนื่องจากรูปร่างที่สูงใหญ่ของโกไลแอธ มีความใหญ่โตคล้ายกับยักษ์นั่นเอง

 

ขอขอบคุณ รวมเว็บหวยออนไลน์  ที่ให้การสนับสนุน