นั่งห้างกลางป่าสุดหลอน

สัตว์ป่าได้มีอยู่หลากหลายเผ่าพันธุ์ที่ดำรงอยู่ในธรรมชาติสัตว์บางชนิดก็เป็นสัตว์ที่หายากและยังได้มีการดำรงเผ่าพันธุ์ลดน้อยลงไปกันทุกทีแต่สิ่งที่มีชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนหรือว่าสัตว์ล้วนจะมีวัฏจักรของชีวิตเวียนไหว้ตายเกิดเป็นธรรมชาติ

เมื่อในป่ามีผู้ล่ามันก็จะต้องมีผู้ถูกล่าเป็นเรื่องธรรมดาเพราะทุกชีวิตจะต้องมีการหาวิธีในการเอาตัวรอดด้วยเหมือนกันหากจะพูดถึงมนุษย์เราก็มีมากมายหลากหลายอาชีพที่ต่างคนก็มีความถนัดและความชำนาญที่แตกต่างกันออกไปทำให้อาชีพที่คนใช้ดำรงชีวิตย่อมมากไม่ว่าจะเป็นหาของป่าค้าขายทำสวนทำไร่ทำนาเราเองก็ไม่สามารถไปดูถูกในอาชีพของผู้อื่นได้

ซึ่งถ้าหากจะพูดถึงชีวิตของนายพรานนายพรานนี้เป็นอาชีพในการออกหาล่าสัตว์ป่าบางคนอาจจะมองว่ามันเป็นอาชีพที่โหดร้ายและได้เป็นการเบียดเบียนชีวิตของสัตว์ในป่าแต่ถ้าหากจะพูดในมุมมองของนายพรานการที่คนเราจะเข้ามาประกอบอาชีพเป็นนายพรานได้นั้นมมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครต่อใครจะมาเป็นกันได้

โดยลักษณะของการเป็นนายพรานถือเป็นอาชีพที่เป็นความเสี่ยงต่อชีวิตเช่นกันการที่เข้าไปในป่านั้นจะต้องพบเจอกับสัตว์ป่าที่อันตรายนั่นก็หมายถึงการเอาชีวิตของเราเข้าไปเสี่ยงด้วยเช่นกันการเป็นนายพรานจะต้องหมั่นฝึกฝนทักษะของตัวเองอยู่เสมอเพื่อความไม่มาทในการเข้าป่าในทุกๆครั้งจะต้องฝึกทักษะของตัวเองไม่ว่าจะเป็นการดูรอยเท้าของสัตว์ป่าการฟังความเคลื่อนไหวของสัตว์ป่าหรือแม้กระทั่งการฝึกยิงปืนอยู่สม่ำเสมอ

นอกจากนี้ในการเป็นนายพรานก็จะต้องใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทในทุกๆครั้งที่เข้าป่าโดยเรื่องราวภายในป่านั้นมันจะมีเรื่องราวที่แปลกใหม่ขึ้นอยู่เสมอรวมไปถึงเรื่องราวลี้ลับที่เราต่างก็ไม่เคยพบเจอนายพรานเมื่อจะเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่ต่างก็ดักยิงสัตว์เหล่านั้นเพื่อดำรงชีวิตของพวกเขาเอง

ถ้าหากว่าได้เข้าป่าไปแล้วโชคดีก็จะได้สัตว์ป่าที่หายากแต่ถ้าหากว่าในบางครั้งที่โชคไม่เข้าข้างแล้วละก็นายพรานก็สามารถกลับมาด้วยมือเปล่า

โดยที่นายพรานนั้นไม่มีสัตว์ติดไม้ติดมือกลับบ้านมาเลยการล่าสัตว์ของพวกนายพรานนายพรานบางคนก็เข้าป่าล่าสัตว์โดยที่ไม่ไหวเรื่องของเงินทองเขาหวังเพื่อแค่ล่าสัตว์เพียงแค่ให้ดำรงชีวิตอยู่รอดได้ก็แค่นั้นเองเขาไม่ต้องการอะไรแต่อย่างใดแม้แต่เงินทอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.    เว็บพนันต่างประเทศ ถูกกฎหมาย

ตำนานหมู่บ้านหนองมน

       สำหรับหมู่บ้านหนองมนนั้นเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัดชลบุรีซึ่งมีตำนานเล่าขานถึงที่มาที่ไปของชื่อหมู่บ้านผมรู้ว่าในสมัยโบราณนั้นคาดว่าจะมีอายุมากกว่า 100 ปีขึ้นไป

ในช่วงเวลาดังกล่าวที่หมู่บ้านแห่งนี้มีคนอยู่อาศัยกันเป็นจำนวนมากแต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีโรคระบาดเกิดขึ้นชาวบ้านต่างก็พากันบาดเจ็บล้มตายเพราะไม่มีหมอมารักษาเนื่องจากสมัยโบราณนั้นการหาหมอรักษานั้นค่อนข้างหายาก

และยิ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญยิ่งไม่มีหมอเดินทางเข้ามารักษาทำให้คนในหมู่บ้านต่างก็พากันบาดเจ็บล้มตายอยู่มาวันหนึ่งได้มีพระสงฆ์รูปหนึ่งได้มาปักกลดธุดงค์อยู่ตรงบริเวณใกล้ๆกับหมู่บ้านดังกล่าว

ซึ่งตรงบริเวณที่พระธุดงค์ปักกลดนั้นมีหนองน้ำอยู่เมื่อชาวบ้านรู้ว่ามีพระธุดงค์มาปักกลดก็เดินทางมาทำบุญนำอาหารมาถวายรวมถึงมาขอร้องให้กับพระสงฆ์นั้นให้ช่วยเหลือปัดเป่าโรคภัยออกจากคนในหมู่บ้านด้วยพระสงฆ์องค์นี้นั้นมีเน็ตอัปเดต

และมีคาถาและเป็นพระสงฆ์ที่มีเมตตาธรรมจึงได้มีการเสกน้ำมนต์ขึ้นมาแล้วให้ชาวบ้านนั้นเอาไปดื่มกินเพื่อขจัดโรคภัยไข้เจ็บเมื่อชาวบ้านนำไปกินก็สามารถรักษาอาการป่วยได้เรื่องราวดังกล่าวจะมีการเผยแพร่ออกไปชาวบ้านต่างก็พากันมารวมตัวขอน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์จากพระสงฆ์องค์

ดังกล่าวซึ่งจำนวนชาวบ้านที่เดินทางมาขอรับน้ำมนต์นั้นมีค่อนข้างมากทำให้พระสงฆ์นั้นทำน้ำมนต์เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยแทบไม่ไหวจนในที่สุดชาวบ้านต่างก็พากันขุดบ่อน้ำตรงที่ผสมอยู่เพื่อขยายพื้นที่และให้พระสงฆ์นั้น

บริกรรมคาถาลงในบ่อน้ำดังกล่าว ทีเดียวแล้วชาวบ้านจะได้ตักไปดื่มกินซึ่งพระสงฆ์องค์นั้นก็ได้มีการทำน้ำมนต์ลงในหนองน้ำแห่งนั้นและเมื่อชาวบ้านต่างพากันไปปักเพื่อนกินก็สามารถขจัดโรคภัยไข้เจ็บได้จนในที่สุดก็สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ทั้งหมู่บ้านซึ่งหลังจากที่ชาวบ้านหายจากโรคภัยไข้เจ็บแล้ว

เพราะที่ลงดังกล่าวก็ได้เดินทางไปยังที่อื่นเพราะชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้นก็พากันย้ายที่อยู่อาศัยตรงบริเวณที่มีหนองน้ำที่พระสงฆ์เคยทำเป็นน้ำมนต์เอาไว้และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีการตั้งชื่อหมู่บ้านดังกล่าวว่าหมู่บ้านน้องน้ำมนต์

โดยหวังว่าจะเป็นการแสดงความเคารพนับถือไปถึงพระภิกษุสงฆ์องค์นั้นที่ได้มีการช่วยเหลือชาวบ้านเอาไว้และพอเวลาผ่านไปเนิ่นนานจากหมู่บ้านหนองน้ำมนต์ก็กลายเป็นหมู่บ้านหนองมนนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาซึ่งทุกวันนี้หมู่บ้านหนองมน ยังคงมีอยู่มาจนถึงปัจจุบัน และชาวบ้านต่างก็เล่าตำนานนี้ให้กับลูกหลานได้ฟังสืบต่อกันมา

 

สนับสนุนโดย.    สูตรหวยยี่กี

ตำนานเขาคิชกุฎ

สำหรับข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องของเขาคิชกุฎตรงนี้ถ้าเอาตามที่ได้บันทึกเอาไว้นั่นก็คือเขาคิชกุฎตรงนี้เป็นภูเขาที่มีอยู่ในอำเภอมะขามจังหวัดจันทบุรี โดยสถานที่แห่งนี้มีตำนานเกี่ยวกับเรื่องของ รอยพระพุทธบาท อยู่

ซึ่งพอได้มีเรื่องราวตรงนี้เกิดขึ้นก็เลยทำให้สถานที่ตรงนี้กลายเป็นสถานที่ที่คนเข้ามากราบไหว้บูชาสักการะกันอยู่ตลอดเวลาใช้คำว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เลยก็ว่าได้ตรงนี้หลายคนก็คงจะสงสัยว่าและรอยพระพุทธบาทที่เราได้พูดถึงตรงนี้มันคืออะไรกันแน่

ดังนั้นถ้าหากเอาตามข้อมูลที่เราไปหาข้อมูลมาได้และตามข้อมูลที่เราได้เข้าใจในเบื้องต้นรอยพระพุทธบาทก็คือรอยของพระพุทธเจ้าที่ท่านได้เดินผ่านไปตามเมืองต่างๆและได้ไปเผยแผ่หลักธรรมคำสั่งสอนให้กับหลายๆเมืองและหลังจากนั้นชาวบ้านเขาก็อยากจะสร้างสิ่งประดิษฐานให้เป็นสิ่งลำลึกถึงการมาของพระพุทธเจ้าเอาไว้

นอกจากนี้ในเวลานั้นเองทางชาวบ้านเขาก็ได้คิดอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาว่าพระพุทธเจ้าเป็นถึงศาสดาที่ใหญ่ที่สุดของศาสนาพุทธเขาไม่อาจร้วงเกินที่จะสร้างรูปปั้นขึ้นมาหรือสร้างอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นสิ่งแทนของพระพุทธเจ้าได้รวมไปถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านได้บอกเอาไว้ว่าจงอย่าได้ยึดติดกับวัตถุให้จำหลักคำสั่งสอนและนำเอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันจะดีที่สุด

เพราะฉะนั้นแล้วเลยได้ทำให้ชาวบ้านเขาเลยไม่ได้สร้างสิ่งประดิษฐานหรืออะไรก็แล้วแต่เอาไว้เลยแต่มันก็ได้มีชาวบ้านบางกลุ่มที่เขาอยากจะสร้างได้ไปตรวจสอบพื้นที่บริเวณดังกล่าวที่พระพุทธเจ้าเคยได้ไปเผยแผ่หลักธรรมคำสอนเอาไว้และได้พบรอยเท้าของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนั้นเขาเลยได้เก็บรักษาพื้นที่บริเวณนั้นเอาไว้เป็นอย่างดี

เมื่อเวลามันได้เลยผ่านไปดินมันก็เริ่มแข็งตัวและบางทีมันก็เกิดการทบทมกลายเป็นหินกลายเป็นสิ่งต่างๆขึ้นมาและหลังจากนั้นพื้นที่ตรงนั้นก็กลายเป็นร่องรอยพระพุทธบาทที่เราจะได้เห็นกันทุกวันนี้นั่นเองและนี่ก็เป้นข้อมูลเบื้องตต้นที่เกี่ยวกับที่มาของเขาคิชกุฎและร่องรอยพระพุทธบาทนั่นเอง

เนื่องจากนี้หลายคนก็อาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้มันก็เหมือนประวัติทั่วไปไม่ใช่เหรอคือเราอยากจะบอกว่าสิ่งที่เราได้กล่าวไปข้างต้นมันเป็นเพียงแค่ประวัติเบื้องต้นเท่านั้นความหลอนความน่ากลัวและอาถรรพ์ต่างๆถ้าเอาตามข้อมูลที่เราได้ไปตามหามาได้มันจะเป็นเพียงข้อมูลกลุ่มใหญ่เพียงกลุ่มเดียวที่ไม่สามารถจำแนกแยกข้อมันออกมาได้แลยแต่ละข้อและเหตุการณ์มันก็มีมากมายที่เราเองก็ยังไม่เคยได้พบเจอขึ้นอยู่กับอาถรรพ์และความน่ากลัว

 

สนับสนุนโดย.    เว็บพนันบอล ฝากขั้น ต่ำ 100 โบนัส 100

ใจกลางโลกมีเมืองใต้พิภพอยู่จริงหรือเปล่า

ทางนักวิทยาศาสตร์เขาคาดเดาได้แค่ว่าใต้พื้นโลกที่เราได้ยืนอยู่ตรงนี้มีพื้นที่จำนวนชั้นที่แบ่งกันอยู่ประมาณ5ชั้นด้วยกันนั่นก็คือชั้นธรณีภาคชั้นฐานธรณีภาคเนื้อโลกแกนโลกชั้นนอกและแกนโลกชั้นในโดยส่วนใหญ่นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่เขาก็จะเชื่อกันแบบนี้

ดังนั้นเราจะถามว่ามีนักวิทยาศาสตร์บางคนหรือมีกลุ่มคนบางกลุ่มเขามีความเชื่อกันแบบอื่นหรือเปล่าต้องขอบอกเลยว่ามีและทฤษฎีค่อนข้างน่าสนใจเลยแต่ทฤษฎีที่เราได้พูดถึงตรงนี้มันก็ยังได้มีอยู่อีกหลากหลายทฤษฎีไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโลกแบนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโลกที่เป็นวงรีหรือแม้แต่โลกเป็นทรงสี่เหลี่ยมก็มีอยู่เช่นกัน

นอกจากนี้ในทฤษฎีที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุดที่ได้รองลงมาจากเรื่องที่เขาได้สรุปลงไปแล้วนั่นก็คือนั่นก็คือ ทฤษฎีโลกกลวงนั่นเองโดยในทฤษฎีโลกกลวงตรงนี้ตามข้อมูลที่ได้บันทึกเอาไว้เขาได้บอกเอาไว้ว่าทฤษฎีโลกกลวงตรงนี้ถูกพูดถึงและถูกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก

เมื่อได้ในปี 1692 โดยนักดาราศาสตร์คนหนึ่งที่มีชื่อว่า Edmond Halley จากทฤษฎีที่เขาได้ตั้งคำถามเข้ามาในหัวและได้ตั้งข้อสงสัยขึ้นมาว่าโลกของเราจากการตรวจสอบในเวลานั้นแล้วก็ได้ค้นพบว่าโลกของเรามีสนามแม่เหล็กหนึ่งสนามและสนามแม่เหล็กเหล่านั้นมีการผันเปลี่ยนผันแปลอยู่ตลอดเวลาเขาจึงได้ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมสนามแม่เหล็กของแต่ละที่มันไม่เหมือนกันและทำไมมันได้มีการเปลี่ยนแปลอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งได้คิดไปคิดมาเขาก็ได้ตั้งทฤษฎีขึ้นมานั่นก็คือทฤษฎีที่บอกว่าโลกของเรานั้นมีแกนโลกและมีใจกลางโลกอีกจุดหนึ่งที่ได้ปล่อยสนามแม่เหล็กที่แตกต่างกันออกมาและมันก็ไม่เหมือนกับสนามแม่เหล็กที่อยู่ภายนอกโลกนั่นเองและหลักจากที่ Edmond Halleyเขาได้ตั้งทฤษฎีนี้ขึ้นมาเขาก็ได้อธิบายให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนและคนทั่วไปหลายๆคนให้เข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีของเขาในเรื่องของโลกและภายใต้พื้นดินนี้ว่า

โดยโลกของเราจริงๆแล้วประกอบไปด้วยสันฐานอยู่4ชั้นด้วยกันโดย4ชั้นตรงนี้แต่ละชั้นจะวางซ้อนทับกันอยู่และตรงกลางก็จะเป็นช่องกลวงและใจกลางนั้นจะมีดวงอาทิตย์อีกดวงหนึ่งได้ตั้งอยู่ใจกลางนั้นคอยให้แสงสะหว่างกับพืชกับสัตว์ที่ได้อยู่ใจกลางโลกและปล่อยสนามแม่เหล็กที่มันแตกต่างจากสนามแม่เหล็กนอกโลกให้ออกมานั่นเองและก็ยังไม่ได้มีข้อมูลใดๆที่เพิ่มออกมาออกมาแต่อย่างใด

 

สนับสนุนโดย  u12

ตำนานผีช่องแอร์

      สำหรับเรื่องเล่าผีช่องแค่นี้เป็นเรื่องที่มีการเล่ากันถึงกลุ่มนักดนตรี 6 คนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคใต้และตกกลางคืนเขาก็ต้องเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งในห้องพักของพวกเขานั้นมีเพื่อนนักดนตรี

คนหนึ่งสังเกตเห็นว่ามีริ้วผ้าห้อยลงมาจากแอร์ที่อยู่ด้านบนเพดานพวกเขาจึงพยายามดึงผ้านั้นออกมาแต่ผ้าก็ไม่หลุดพวกเขาจึงได้แกะช่องดังกล่าว

และเมื่อแกะก็พบว่ามีหัวของหญิงสาวคนหนึ่งถูกติดเอาไว้กับช่องแอร์และใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นก็มองมาที่พวกเขาด้วยสายตาที่เครียดแค้นสร้างความหวาดกลัวให้กับพวกเขาเป็นอย่างมากซึ่งแม่บ้านที่ดูแลโรงแรมดังกล่าวได้เล่าว่าปกติ

แล้วห้องพักดังกล่าวจะไม่เปิดให้ลูกค้าเข้าไปใช้บริการจะมีการปิดไปเอาไว้แต่ในวันดังกล่าวนั้นเกิดเหตุการณ์ห้องพักเต็มและผู้เช่าทั้ง 6 คนนั้นก็มาเช่าในเวลาช่วงดึกแล้วจึงหาที่พักที่อื่นไม่ทันทั้งโรงแรมจึงได้เปิดห้องดังกล่าวให้ลูกค้าเข้าพักนั้นเอง ส่วนสาเหตุที่มีผีในห้องดังกล่าวนั้นแม่บ้านของโรงแรมได้เล่าว่า

มีอยู่วันหนึ่งมีฝรั่งคนนึงได้พาหญิงสาวชาวไทยมาเข้าพักที่โรงแรมและพักในห้องนั้นต่อมาทั้งคู่เกิดทะเลาะกันและฝรั่งคนนั้นได้ฆ่าหญิงสาวตายหลังจากนั้นก็ตัดคอเธอแล้วนำไปซ่อนไว้บนช่องแอร์โดยฝรั่งคนดังกล่าวได้นำผ้าสีขาวผูกศีรษะของเธอไว้กับช่องแอร์

รวมถึงเอาเส้นผมของเธอพันไว้กับใบพัดของแอร์ด้วยเมื่อท่านเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาตรวจสอบจบจึงพบแค่เพียงร่างที่ไร้ศีรษะของหญิงสาวหายอย่างไรก็หาไม่เจอจนเวลาผ่านไปประมาณ 3 วันคนที่มาใช้บริการในห้องดังกล่าวได้กลิ่นเหม็นเน่า

จึงพาการค้นหาใหม่อีกครั้งหนึ่งจึงทำให้เห็นว่าศีรษะของหญิงสาวนั้นผูกติดอยู่บนช่องแอร์นั่นเองและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไปห้องดังกล่าวก็ถูกปิดตายไม่เคยปล่อยให้ใครเข้าไปใช้บริการอีกเลย

ซึ่งเหตุการณ์สยองขวัญครั้งนั้นยังไม่จบเมื่อนักดนตรีทั้ง 6 คนที่ได้เจอกับผีช่องแอร์นั้นต่างก็พากันทยอยตายทีละคนสองคนโดยแต่ละคนนั้นก็ตายจากอุบัติเหตุจนในที่สุดเหลือเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตรอดอยู่

และพวกเขานั้นได้ไปเจอกับพระรูปหนึ่งได้บอกให้พวกเขาทั้งสองคนนั้นไปทำบุญสังฆทานเนื่องจากว่าเขาทั้งสองคนนั้นกำลังถูกวิญญาณของพี่สาวตอนหนึ่งตามมาเอาชีวิตและเมื่อทั้งคู่ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับหญิงสาวคนดังกล่าวก็ทำให้เขาทั้งสองคนนั้นรอดชีวิตและตำนานเรื่องเล่าของผีสาวในช่องแอร์นี้ก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องผีช่องแอร์ให้ผู้คนนั้นได้ชมกัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์

ศุกร์13เป็นจริงหรือว่าเรื่องแต่งขึ้นมา?

สำหรับข้อมูลของตัวเลข13ต้องขอบอกก่อนเลยว่าตัวเลข13ตามความเชื่อเขาได้หมายถึงตัวเลขแห่งความโชคร้ายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันถ้าเอาข้อมูลที่เก่าที่สุดเขาบอกว่าตัวเลข13นี้บาบิโลนในสมัยก่อนมันเป็นตัวเลขแห่งโชคร้าย

ถ้าใครมีตัวเลขนี้อยู่อาจจะเกิดผลร้ายในด้านต่างๆในครอบครัวคนเหล่านั้นเขาเลยตั้งกฎขึ้นมาว่าทุกสิ่งทุกอย่างในกรุงบาบิโลนตอนนั้นจะต้องไม่มีการเเสดงเลข13แม้แต่เลขเดียวเลย

นอกจากนี้ืในความเชื่อของอียิปต์เลข13เขามีความหมายเกี่ยวกับความตายก็มีด้วยเช่นกันดังนั้นแล้วสิ่งเหล่านี้เลยทำให้คนคริสเตียนได้มองว่า วันศุกร์ กับ เลข13 มันเป็นสิ่งที่เป็นวันดวงซวยทั้งสองอันถ้าวันใดวันหนึ่งมันได้มาอยู่รวมกันเมื่อไรวันนั้นเขาจะถือว่าเป็นวันวิปโยคที่จะเกิดเหตุร้ายเกิดขึ้นบนโลกนี้และอาจจะมีการทำให้มีการสูญเสียมากก็เป็นได้

ดังนั้นตรงนี้เองก็เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของวันศุกร์และเลข13ที่เราได้ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อในอดีตที่ผ่านมาแต่ถามว่าถ้าเอาความเชื่อในรู้แบบของดั่งเดิมที่เกี่ยวกับวันศุกร์ที่13ที่เขาได้เอามารวมกันแล้วมันเป็นแบบที่บอกจริงหรือเปล่า

ซึ่งถ้าหากว่าเอาตามความเชื่อตามที่เรานั้นได้หามาได้มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น100%คือตามความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของศุกร์13มันได้มีอยู่หลากหลายตำนานมากแต่มันจะมีอยู่หนึ่งตำนาที่คำพูดถึงกันมากที่สุดและคนเชื่อว่านี่คือตำนานแบบออริจินอลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของศุกร์13นั่นก็คือเรื่องของThe Last Supperหรืออาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู

โดยข้อมูลตรงนี้เขายังได้บอกเอาไว้อีกว่าThe Last Supperหรืออาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาในอดีตเกี่ยวกับเรื่องของว่าหารมื้อนี้เป็นอาหามื้อสุดท้ายที่พระเยซูได้กินร่วมโต๊ะกับผู้นั่งโต๊ะทั้ง12

ซึ่งผู้นั่งโต๊ะทั้ง12เป็นลูกศิษย์ที่เคารพพระเยซูทั้งหมดเลยแต่ในวันนั้นเองได้มีหนึ่งในลูกศิษย์คนหนึ่งที่มีนามว่าจูดาสเขาได้ทำการทรยศพระเยซูและได้ทำการให้เกิดวันมหาวิปโยคเกิดขึ้นนั่นก็คือเขาได้ทำการจับพระเยซูขึงไม้กางเขนแล้วก็เกิดเป็นเนื้อเรื่องแบบที่เรารู้เกี่ยวกับเรื่องของพระเยซู

เนื่องจากนี้ในตามความเชื่อของคริสเตียนเขาเลยมองว่าเลข13คือจำนวนผู้นั่งโต๊ะทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับพระเยซูในตอนนั้นและตำแหน่งที่13คือตำแหน่งที่ยูดาสเขาได้นั่งอยู่แล้วที่สำคัญไปกว่านั้นคือวันที่พระเยซูเขาถูกตึงแขนนั่นคือวันศุกร์ด้วยตรงนี้เลยทำให้ชาวคริสเตียนเขามองว่านี่คือต้นตอความดวงซวยและเป็นตัวเลขกับวันที่แย่ที่สุดที่เขารู้ในตำนานที่ผ่านมานั้นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  letou ฟรีเครดิต

ตำนานพระธุดงค์ จ.สุรินทร์

เนื่องจากนี้ได้มีพระธุดงค์สองรูปที่ได้ธุดงค์อยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จังหวัดสุรินทร์และได้จำวัดสวดมนต์อยู่เป็นเวลาหลายวันด้วยกันจากนั้นช่วงตีสี่พระทั้งสององค์ก็ได้ออกมาทำวัดสวดมนต์จนถึงเช้าจากนั้นได้ถึงเวลาบิณฑบาต

แต่ว่าพระอาจารย์ได้บอกกับเขาว่าวันนี้ไม่ต้องไปบิณฑบาตหรอกนั่งอีกสักพักชาวบ้านก็จะเข้ามาทำบุญที่นี่เองตัวของเขาก็เริ่มเอะใจและพระอาจารย์พูดต่อท่านจำเอาไว้เดี๋ยวตอนที่ชาวบ้านมาทำบุญใส่บาตรเรานั้นท่านจงสังเกตเอาไว้ให้ดีๆจะมีหญิงวัยกลางคนอยู่สองคนที่จะแต่งตัวไม่เหมือนคนในพื้นที่นี้และกับข้าวที่จะนำมาถวายเรานั้นก็จะไม่เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปบริเวณนี้

ซึ่งพระพงษ์ท่านก็พึ่งจะบวชได้แค่เพียงเดือนเดียวเองแต่ก็ได้รับฟังในสิ่งที่พระอาจารย์นั้นได้บอกว่าและท่านก็ได้บอกต่อไปอีกว่าถ้าหญิงวัยกลางคนสองคนนี้เขานำข้าวและกับข้าวมาประเคนเราก็ต้องรับด้วยนะท่านไม่ว่าเขานั้นจะมาดีหรือว่ามาร้ายเราก็ต้องรับประเคนเอาไว้ก่อน

เมื่อพระพงษ์ท่านได้ฟังแบบนั้นก็ตกปากรับคำอาจารย์ไว้พอเวลาผ่านไปเข้าช่วงเจ็ดโมงเช้าชาวบ้านก็เริ่มมาจริงต่างพากันเข้ามาใส่บาตรในสมัยนั้นทางภาคอีสานชาวบ้านส่วนใหญ่จะแต่งกายคล้ายกันหมดเลยและก็เป็นตามที่พระอาจารย์ได้บอกเลยให้สังเกตหญิงสองคนที่แต่งกายไม่เหมือนชาวบ้าน

ซึ่งพระพงษ์ก็ได้เห็นมีผู้หญิงสองคนจริงโดยได้แต่งกายดีมากดูลักษณะอายุจะไม่เกิน50ปีเธอทั้งสองใส่กางเกงผ้าสแลคเสื้อธรรมดาผิดกับชาวบ้านคนอื่นๆพระพงษ์ก็สงสัยว่าพระอาจารย์มีเรื่องอะไรในใจกันแน่พอเสร็จจากการให้ศีลให้พรเสร็จแล้วก็ถึงเวลาที่ชาวบ้านจะเข้ามาประเคนข้าวกับข้าวที่ชาวบ้านนำเอามาใส่บาตรทำบุญกันนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้าวเหนียวและปลาที่จับได้ตามท้องนา

เมื่อถึงเวลาที่สองหญิงแต่งตัวไม่เหมือนใครที่พระอาจารย์ได้บอกเอาไว้เธอก็ได้แยกมาประเคนอาหารให้กับพระทั้งสองพระพงษ์ก็ได้สังเกตกับข้าวที่สองหญิงมาถวายให้กับพระทั้งสองนั้นเป็นข้าวสวยธรรมดาและอาหารก็ไม่เหมือนกับชาวบ้านจริงๆ

ในขณะที่หญิงกำลังประเคนหญิงดังกล่าวก็ได้พูดกับพระอาจารย์ว่าพระจารย์ไม่ใช่คนที่นี่คงจะฉันข้าวเหนียวไม่ค่อยชินก็เลยทำอาการภาคกลางมาถวายจากนั้นก็ได้ให้พรชาวบ้านจะได้กลับกันก่อนจะได้ไม่ต้องมารอพระฉันข้าวเสร็จแล้วพระจารย์ก็ได้หันมาบอกกับพระพงษ์ว่าอย่าได้ฉันข้าวที่หญิงคนนี้มาถวาย

โดยพระพงษ์ก็สงสัยพระอาจารย์ก็บอกว่าให้เอากับข้าวของหญิงสาวมาใส่เอาไว้ในบาตรให้หมดพอทำวัดเสร็จแล้วมาเปิดดูพระพงษ์กลับพบว่าเป็นเม็ดทรายและตะปูเต็มไปหมดตอนนั้นพระพงษ์ถึงกับอึ่งไปเลย

 

สนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า คือ

ตำนานเกี่ยวกับเกาะคำชะโนด

ซึ่งด้วยความแปลกของต้นคำชะโนดที่อยู่บนเกาะชาวบ้านในระแวกนั้นก็ได้มีความเชื่อกันไปต่างๆนานาเชื่อว่ามีพญานาคมาร่ายมนต์ใส่เกาะแห่งนี้บ้างหรือว่าเป็นเกาะผีบ้างแต่ว่าจะมโนไปอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ยุคนี้มันเป็นยุค5Gกันแล้ว

นอกจากนี้พวกเหล่านักวิชาการหัวใหม่เขาก็เลยเข้าไปศึกษาหาประวัติแล้วก็สืบค้นข้อมูลต่างๆเพื่อทำให้รู้ว่าเกาะแห่งนี้ทำไมมันถึงสามารถลอยน้ำได้แล้วก็รอดพ้นในการน้ำท่วมอยู่ทุกครั้งเลยเขาก็เลยมีทฤษฎีขึ้นมาว่าจริงๆแล้วตัวเกาะมันอาจจะไม่ได้เป็นพื้นที่โดยทั้งหมดเลยก็ได้มันอาจจะเป็นเพียงแค่กลุ่มก้อนอะไรที่มันลอยน้ำอยู่

เนื่องจากนี้เขาได้สันนิษฐานกันว่าพื้นที่ของตัวเกาะมันจะมีความหนาอยู่ประมาณ3เมตรโดยเกิดจากการเกิดขึ้นมารวมตัวกันของรากไม้ทั้งนั้นเลยคือเจ้ารากไม้มันได้งอกออกมามันก็จะแพ่ออกไปแบบแนวนอนเกี่ยวแน่นกันจนกลายเป็นพื้นดินมันก็เลยทำให้เป็นพื้นดินทีแน่นแบบพิเศษที่มีโพงอากาศมากมาย

โดยได้มีการนำเอามาบวกกันของพวกซากพืชซากสัตว์ที่มันทับถมสะสมกันมาอย่างยาวนานกว่าหลายร้อยปีจนกระทั่งดูไม่ออกเลยว่ามันเป็นซากอะไรแล้วและจับตัวกันเป็นก้อนแข็งๆ

ทั้งนี้ด้วยเหตุทั้งหมดทั้งมวนนี้เองคำชะโนดก็เป็นเหมือนก้อนอะไรที่ลอยน้ำอยู่แต่ทว่ามันเป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้นถ้าจะให้รู้จริงๆมันก็ต้องไปสำรวจกันใต้น้ำเลยแต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็ยังเป็นเรื่องของความเชื่ออะไรนี้อีก

ซึ่งชาวบ้านแถวนั้นเขาก็เชื่อกันว่าที่แห่งนี้มันจะเป็นวังนาคินหรือว่าประตูสู่บาดารและมันก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปรบกวนสิ่งศักดิ์สิทธิอะไรที่มันอยู่ใต้น้ำบ้างก็บอกว่าข้างใต้น้ำมันจะมีจระเข้ยักษ์ตัวหนึ่งอาศัยอยู่มันก็เป็นบริเวณของเจ้าปู่ศีรสุทโธที่ได้อาศัยอยู่ในบริเวณที่แห่งนั้นเชื่อว่ามันจะกินคนที่เข้ามาในเขตนี้แต่จระเข้มีจริงทำไมมันไม่โผล่ขึ้นมาเลยสักครั้ง

ดังนั้นด้วยตำนานที่มันโหดอย่างนี้แบบนี้มันก็เลยทำให้คนเขานั้นกลัวเรื่องราวของคำชะโนดก็เลยได้กลายเป็นเพียงตำนานเรื่องราวปริศนากันต่อมา

จนกระทั่งสุดท้ายแล้วก็มีนักประดาน้ำใจกล้าอาศัยที่จำดำน้ำลงไปพิสูจน์เองโดยนักดำน้ำคนนี้ก็เป็นนักดำน้ำของมูลนิธิที่ได้อาศัย

ซึ่งเอาจริงๆเขาก็แอบกลัวอยู่เหมือกันและพอพี่เขาได้ดำน้ำลงไปด้านข้างแล้วน้ำที่มันขุ่นๆอยู่ลงไปอีกปรากฎว่าน้ำนั้นใสสามารถมองเห็นสัตว์น้ำต่างๆได้เต็มที่เลยและเขาก็ได้พบเจอกับโพงหนึ่งมันมีความลึกมากและตามความเชื่อของชาวบ้านเขาบอกว่าโพงแห่งนี้มันสามารถไปได้ถึงใจกลางของเกาะเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  หวยดี

บึงพลาญชัยคือหลอน จ.ร้อยเอ็ด

ซึ่งเหตุการณ์ของบึงพลาญชัยได้มีหญิงสาวคนหนึ่งได้เข้ามาฆ่าตัวตายที่บึงแห่งนี้แล้วปรากฏว่าชาวบ้านในระแวกนั้นพบเห็นหญิงผู้นี้อยู่บ่อยครั้งจากนั้นได้มีผู้ที่สามารถสัมผัสกับวิญญาณได้เคยเข้าไปสัมผัสห้องน้ำที่เกิดเหตุแห่งนี้แล้วได้นั่งสมาธิแล้วได้นิมิเห็นวิญญาณของผู้หญิงคนนี้ยืนร้องไห้อยู่ในที่เกิดเหตุพร้อมกับร้องขอให้ปลดปล่อยวิญญาณออกจากสถานที่แห่งนี้

นอกจากนี้ก็ได้ไปเชิญพระสงฆ์มาทำพิธิปลดปล่อยดวงวิญญาณของผู้หญิงคนนี้โดยในปัจจุบันห้องน้ำสถานที่แห่งนี้ก็ได้มีการปรับปรุงเรียบร้อยแล้วและยังมีชาวบ้านบางคนที่กำลังวิ่งผ่านยังคงได้ยินเสียงร้องแต่บางคนก็ไม่ได้พอเจอเหตุการณ์ประหลาดหรือเรื่องที่หลอนๆของในสถานที่แห่งนี้เลย

เนื่องจากนี้เรื่องหลอนภายในห้องน้ำแห่งนี้แล้วก็ยังพบเจอเรื่องหลอนๆภายในบริเวณที่แห่งนั้นอีกและได้มีบุคคลหนึ่งเขาได้มาเขียนเรื่องเล่าที่สยองขวัญเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ว่าสิ่งที่เขานั้นได้พบเจอมันเป็นเรื่องจริงที่พบเจอกับตัวของเขาและเพื่อนเลย

เรื่องมันก็มีอยู่ว่าในระหว่างที่เขาและเพื่อนที่กำลังขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งแฟนที่บ้านโดยไฟที่ติดอยู่ในซองบ้านของแฟนค่อนข้างที่จะมืดจึงคิดว่าหากชวนเพื่อไปด้วยจะได้ไม่รู้สึกกลัวด้วย

เพราะเนื่องจากว่าเขานั้นเป็นคนที่ค่อนข้างที่จะกลัวผีหลังจากที่ส่งแฟนเสร็จเขาและเพื่อนของเขาก็ได้ขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้านกันตามปกติขับผ่านวัดหนึ่งที่อยู่แถวๆบึงพลาญชัยในระหว่างที่พวกเขากำลังขับรถผ่านไปนั้นสายตาของเขาได้มองไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งได้ยืนตรงข้ามกับวัด

ซึ่งในเวลาขนาดนั้นเป็นเวลาตีหนึ่งเขาได้ขับผ่านผู้หญิงคนนี้ที่ยืนอยู่บริเวณริมทางตรงข้ามกับวัดด้วยความสงสัยเขาจึงได้คุยกับเพื่อนว่าเดี๋ยวเราลองขับไปดูทีดีกว่าว่าทำไมได้ออกมายืนในที่แบบนี้คนเดียวด้วยความสงสัยของเขาและเพื่อน

จึงได้ทำการวนรถกลับไปดูอีกรอบหนึ่งเขาก็ยังเจอผู้หญิงคนนั้นอยู่เช่นเดิมยืนอยู่ในตำแหน่งเดิมสถานที่ๆที่เดิมแต่ในครั้งนี้เขาค่อยๆชรอรถดูว่าผู้หญิงคนนี้คือใครกันและแล้วอยู่ๆผู้หญิงคนนี้ที่ยืนอยู่ก็ค่อยๆหันหน้ามาหาเขา

ในขณะที่พวกเขากำลังขับรถเข้ามาใกล้ๆกับผู้หญิงคนนี้เธอก็ค่อยๆเงยหน้าแล้วก็หันมายิ้มให้กับพวกเขาและเขาทั่งสองคนได้สังเกตเห็นว่าใบหน้าของผู้หญิงคนนี้ที่ค่อยๆหันมายิ้มให้นั้นมันมีลักษณะแปลกๆเพราะว่ารอยยิ้มที่เขาได้จากผู็หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นการส่งยิ้มที่ธรรมดา

สิ่งที่พวกเขานั้นพบเจอก็คือปากของผู้หญิงคนนี้ที่ได้ยิ้มให้กับพวกเขานั้นมีลักษณะปากได้ฉีกไปถึงงงใบหูทำให้พวกเขากับเพื่อนถึงกับหยุดน้ำตาเอาไว้ไม่หยุดแล้วก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สูตรหวยยี่กี 2ตัวล่าง lottovip

เรื่องเล่าหมู่บ้านลัดดาแลนด์

นอกจากนี้หลังจากที่ได้เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมหมกศพเอาไว้ที่ใต้บันไดบ้านจากนั้นก็ได้มีชาวต่างชาติก็ได้เข้ามาซื้อบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านลัดดาแลนด์แห่งนี้ที่ตั้งอยู่ใกล้กับบ้านระแวกที่เกิดเหตุตรงนั้นแล้วก็ได้จ้างสาวชาวพม่ามาเป็นแม่บ้านประจำของหมู่บานแห่งนี้เพราะว่าชาวต่างชาติคนนี้เขาจะเข้ามาในประเทศไทยแล้วมาท่องเที่ยวในช่วงเวลาหน้าหนาวเพียงเท่านั้น

จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจ้างแม่บ้านให้เข้ามาดูแลบ้านที่ตนซื้อเอาไว้อยู่ตลอดเวลาแต่ความซวยมันได้เกิดขึ้นตรงที่ว่าได้มีอยู่วันหนึ่งได้มีโจรได้บุกขึ้นบ้านชาวต่างชาติคนนี้แล้วหญิงสาวพม่าคนนี้ได้เห็นหน้าโจรที่กำลังปล้นบ้านจึงทำให้โจรพวกนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องฆ่าปิดปากหญิงสาวชาวพม่าคนนี้แล้วทำการฆาตกรรมหมกศพเอาไว้ที่ห้องใต้บันไดเป็นระยะเวลานานกว่า2เดือนกว่าจะมีคนมาพบ

ซึ่งเหตุการณ์ตรงนี้มันเหมือนจะเป็นเหตุการณ์ฆาตกรรมธรรมดาแต่มันไม่ธรรมดาตรงที่ว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมตรงนั้นแล้วในระยะเวลา2เดือนและไม่มีใครรู้เลยว่าผู้หญิงชาวพม่าคนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้วและยังมีหลายๆคนได้พบเจอหญิงสาวชาวพม่าคนนี้ออกมาใช้ชีววิตและออกมาดูแลบ้านเหมือนคนปกติโดยทั่วไปเลย

เนื่องจากนี้ในเหตุการณ์ตรงนี้มันได้เป็นคำบอกเล่าของคนที่ได้อยู่ตรงนั้นเขาได้บอกเอาไว้ว่าในทุกๆวันเขาจะเห็นหญิงสาวชานพม่าคนนี้ออกมารดน้ำดูแลต้นไม้เก็บกวาดซักผ้าปูที่นอนอยู่ทุกวันแต่มีอยู่วันหนึ่งไม่เห็นผู้หญิงคนนี้ออกมาจากบ้านเลยแล้วบ้านที่มีต้นไม้ก็ขึ้นรกขึ้นไปเรื่อยๆแต่มันไม่ได้มีการดูแลแต่อย่างใด

นอกจากนี้มีอยู่วันหนึ่งผู้หญิงคนนี้ที่เป็นแรงงานชาวพม่าเขาก็ได้ออกมาทำหน้าที่ของเขาต่อแต่มันมีลักษณะที่มันดูแปลกๆขึ้นนั่นก็คือเพื่อนบ้านที่เห็นผู้หญิงคนนั้นเขาก็มีการทักทายได้มีการพูดคุยกับผู้หญิงคนนั้นแต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับจากหญิงสาวชาวพม่าคนนั้นเลย

ซึ่งการทำงานต่างๆที่เกิดขึ้นในเวลานั้นมีความช้าและสิ่งต่างๆที่ทำไปมันเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นและมันมีความรกร้างไปมากกว่าเดิมอีกด้วย

โดยเหตุการณ์ตรงนี้มันก็ได้สร้างความสงสัยและความประหลาดใจให้กับเพื่อนบ้านมากและมันได้มีอยู่วันหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงมากที่สุดนั่นก็คือมีอยู่วันหนึ่งเพื่อนบ้านขับรถผ่านมาหน้าบ้านแห่งนั้นและเจอหญิงสาวชาวพม่าคนนี้ยืนนิ่งๆขวางถนนอยู่ที่หน้าบ้านเพื่อนบ้านเลยถามว่ามายืนทำอะไรคนเดียวจากนั้นก็ไม่ได้รับการตอบกลับแต่อย่างใดเธอค่อยๆหันหน้ามาหน้าหญิงชาวพม่ามีใบหน้าที่เน่าไปหมดเหมือนศพที่ตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า2เดือน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950