ท่องเที่ยวล่องแก่งคุคคู้ และ เรื่องราวประวัตินายพรานในอดีต

สำหรับที่ภูทอกที่เชียงคานแห่งนี้ก็ได้มีรถกะบะที่คอยอำนวยความสะดวกรับขึ้นไปยังจุดชมวิวได้และผมก็ได้มาถึงจุดภูทอกที่เชียงคานในเวลาเช้าแบบนี้เป็นช่วงเวลาที่อากาศสดชื่นมากที่สุดภูทอกในภาษอีสานมีความหมายว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว

ซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองเห็นเชียงคานในมุมสูงและเห็นสายน้ำโขงที่ไหลผ่านประเทศไทยและประเทศลาวไปพร้อมกันทิวทัศน์ที่ถูกมองออกไปในวันที่เรียบง่ายถ้ามองอย่างไร้จินตนาการโดยที่ไม่ได้เห็นความสำคัญของแม่น้ำโขงที่หล่อเลี้ยงคนมาหลากหลายประเทศและหลากหลายยุคสมัย

วิวแห่งนี้ก็คงจะเป็นวิวหนึ่งที่มองเห็นความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถสร้างหรือลอกเลียนแบบประติมากรรมชิ้นนี้ได้คงจะเหมือนกับชีวิตของคนเราที่ไม่สามารถสร้างหรือลอกเลียนแบบชีวิตของใครได้ผมนั่งรถลงมาจากจุดชมวิวและข้าวจี่กับไก่ทอดก็เป็นอาหารรองท้องก่อนที่รถสกายแลปจะมารับผมออกเดินทางอีกครั้งเพื่อเดินทางไปยังแก่งคุคคู้สถานที่สุดเขตเมืองเลย

หรือสุดเขตแดนสยามแก่งคุคคู้แห่งนี้มีเรื่องเล่าที่อยู่คู่กับชาวบ้านที่นี่มานมนานนั่นก็คือเรื่องของนายพรานป่าจึ่งขึ่งดั้งแดงในเรื่องเล่าของนายพรานที่มีรูปร่างที่สูงใหญ่ล่ำสันและได้มีฝีมือในการล่าสัตว์วันหนึ่งนายพรานผู้นี้ตามล่าควายเงินมาจากหลวงพระบาง

พอถึงริมน้ำโขงก็เห็นควายเงินพักกินน้ำนายพรานกำลังดักซุ่มยิงแต่ชาวบ้านก็แล่นเรือผ่านมาทำให้ควายเงินจึงได้วิ่งหนีเขาได้ที่เขาลูกหนึ่งหลังจากนั้นก็ได้ทำให้นายพรานรู้สึกโกรธชาวบ้านที่แล่นเรือผ่านมาจึงกลั่นแกล้งด้วยการขนหินมาวางขวางลำน้ำโขงทำให้เรือไม่สามารถผ่านไปได้

เกือบที่นายพรานจะทำสำเร็จก็ได้มีสามเณรที่ผ่านมาและออกอุบายหลอกนายพรานให้นายพรานใช้ไม้เฮียะผ่าซีกหาบหินแทนและด้วยลักษณะที่ไม้เฮียะมีความกรอบและบางระหว่างที่นายพรานได้ใช้หาบทำให้ไม้เฮียะหักและแทงเข้าที่คอของนายพรานจนถึงแก่ชีวิตและได้นอนตายอย่างคุคคู้อยู่ที่ริมน้ำโขงแก่งหินนี้มันจึงเรียกว่า แก่งคุคุคู้

จากนั้นผมก็ได้เดินลงมาที่เรือเพื่อที่จะล่องเรือชมทิวทัศน์ริมน้ำโขงที่แก่งคุคคู้ เรื่องเล่าและประวัติความเป็นมาในทุกสถานที่มีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไปและในเรื่องเล่าล้วนมีความจริงบางประการซ่อนอยู่ในเรื่องเล่าสักหนึ่งเรื่องในการเดินทาง

คงเป็นสิ่งที่ผมได้ถือครองเอาไว้ด้วยความสุขกับชีวิตที่อยู่คู่กับการเดินทางที่ได้ขยายกรอบในเรื่องราวที่คับแคบของตัวเองให้เป็นกรอบที่กว้างขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นจะต้องนอกกรอบ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8thai

ซากฟอสซิลชิ้นแรกที่ได้ถูกค้นพบในวอชิงตัน

ทองคำก้อน

และนี่มันก็อาจจะเคยเป็นสิ่งแรกที่ใครหลายคนก็อยากที่จะพบเจอด้วยกันทั้งนั้นเพราะนอกจากนั้นทองในเรื่องของราคานั้นมันก็จะมีแต่จะเพิ่มสูงมากขึ้นแต่มันก็จะมีอยู่ไม่กี่คนที่จะมีดวงดีได้เจอกับทองคำได้อย่างคุณพ่อลูกสองรวมไปถึงเจ้าสุนัขของเขาอีก

นอกจากนี้ในส่วนของเรื่องราวที่จะทำให้ดูน่าอิจฉานี้ได้เกิดขึ้นที่ชายหาดเบนนิโก้ วิทเทอร์เลียเมื่อได้มีครอบครัวหนึ่งเขาก็ได้พาครอบครัวไปเดินชายหาดตามปกติแต่อยู่ลูกสาวของเขานั้นก็ได้ไปสะดุดเข้ากับก้อนอะไรสักอย่างหนึ่งที่มันเป็นสีทอง

ซึ่งในตอนนั้นพวกเขาอาจจะคาดว่ามันจะเป็นทองคำก็เป็นได้จากนั้นมาพวกเขาก็ได้เก็บก้อนทองดังกล่าวและได้นำเอาไปชั่งที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ได้อยู่บริใกล้ๆจากนั้นเขาก็พบทราบว่าเจ้าก้อนหินก้อนนี้มันได้มีน้ำหนักประมาณ624กรัม

จากนั้นเพื่อทำให้แน่ใจอีกสักครั้งหนึ่งพวกเขาก็ได้นำเอาไปให้ด้านผู้เชี่ยวชาญเพื่อได้ทำการตรวจสอบอีกที่และจากนั้นเมื่อได้ทำการรวจอย่างละเอียดดีแล้วผลปรากฎว่ามันได้เป็นก้อนทองคำแท้ ซึ่งหากดีราคาโดยรวมแล้วมันก็จะมีมูลค่าอยู่มที่ประมาณล้านกว่าบาท นอกจากนี้ทางด้านครองครัวผู้ที่โชคดีก็ไม่รอช้าที่จะนำเอาก้อนทองคำที่ได้พบเจอนำเอาไปขายเพื่อเป็นค่าขนมและนมต่อไปและก็อาจจะคิดว่าพวกเขานั้นก็อาจจะเข้าไปทำการสำรวจในพื้นที่แห่งนั้นอีกที่

เพื่อว่าพวกเขานั้นจะพบเจอกับเจ้าก้อนทองนี้อีกสักหนึ่งก้อนแต่จะว่าไปแล้วก็อยากจะออกไปสูดอากาศกับเขาบ้างจังเพื่อจะโชคดีอย่างครองครัวนี้บ้าง

กระดูกต้นขาไดโนเสาร์

สำหรับเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่ามันเป็นเรื่องที่สุดความบังเอิญเลยจริงๆ กับด้านทีมนักวิจัยเหล่านี้ที่จะตั้งใจเข้าไปหาซากฟอสซิลของเจ้าสัตว์ทะเลโดยได้ลงไปลุยกันที่หมู่เกาะSan Juan lslandsเพื่อที่พวกทีมนักสำรวจนั้นจะได้หลักฐานชิ้น

สำคัญติดมือกับมาบ้างแต่พบได้ไปถึงนั้นกับจะต้องได้เจอกับซากฟอสซิลที่ได้ตั้งใจไว้แต่กับได้พบกับเจ้าซากกระดูกฟอสซิลที่มันมีขนาดใหญ่ที่มันถูกฝังอยู่ในใต้หินของทะเลจากการหากุ้งหอยปูปลาก็ดันได้เป็นงานที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

เพราะนอกจากนี้จะต้องนำเอาซากเหล่านี้เอาออกมาจากหินเพื่อที่จะทำการพิสูจน์กันเลยจากนั้นก็สามารถที่จะนำเอากระดูกที่มีความยาวประมาณภ42ซม.และมีอีกหนึ่งชิ้นมีความยาวประมาณ1.2ซม.นำเอาออกมาได้อย่างสำเร็จ

จากนั้นเมื่อได้ทำการพิสูจน์และได้พบอีกว่ามันอาจจะเป็นกระดูกต้นขาของเทโรพอดที่ได้เป็นญาติกันของทีเร็กซ์และยังได้เป็นบรรพบุรุษของนกในปัจจุบันอีกด้วยซึ่งในชิ้นที่ได้ค้นพบมันอาจจะมีอายุมากกว่า80ล้านปีถือว่าเป็นไดโนเสาร์ชิ้นแรกที่ได้ค้นพบในวอชิงตันอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  next88 thailand 

เรือที่ได้หายไปอย่างลึกลับ

เรือThe Baychimo

สำหรับเรื่องของเรือลำนี้ได้เริ่มมาจากบิรษัทแห่งหนึ่งได้ทำการจัดต่อลำเรือที่มันได้มีชื่อเรียกว่าเรือThe Baychimo ซึ่งทางบริษัทนั้นได้จัดสร้างขึ้นเมื่อในปี1914 เนื่องจากเอาไว้ทำการขนส่งด้านสินค้าบนน่านน้ำแคนาดาและอลาสก้า

ซึ่งเรือลำดังกล่าวนี้มันได้ถูกออกแบบมาอย่างดีพิเศษ เนื่องจากมัมนจะได้มีความทนต่อในสภาพของอากาศรวมไปถึงฝั่งของทะเลที่ได้อยู่ทางด้านขั่วโลกเหนือและมันก็ยังเต็มไปด้วยธารน้ำแข็ง เมื่อมาถึงระยะเวลาประมาณ1931The Baychimo

ซึ่งเรือลำนี้ก็ได้ติดอยู่กับธารน้ำแข็งของฝั่งอลาสก้า จึงได้ทำให้กัปตันรวมไปถึงลูกเรือจึงต้องปล่อยเรือทิ้งเอาไว้และเดินทางออกจากเรือลำดังกล่าวเพื่อเป็นความปลอดภัยของทุกคนเอง ในภายหลังที่ได้มีการเกิดพายุของหิมะ นอกจากนี้เรือลำนี้มันก็ได้ถูกปล่อยทิ้งเอาไว้อยู่กลางธารน้ำแข็งและได้เวลาต่อมาพวกเขาก็ได้กลับไปสำรวจเรือดังกล่าวที่สุดก้ได้พบว่ามันไม่อยู่ต้องที่จุดนั้น

แล้วมันได้หายไปอย่างไม่มีร่องรอย ทั้งนี้ก็ยังได้มีการสันนิษฐานว่าเรือThe Baychimoนั้นมันอาจจะจมอยู่ใต้มหาสมุทรแล้วก็เป็นได้ นอกจากนี้มันก็ได้มีเรื่องของเรือThe Baychimoมันก็ได้ปรากฎขึ้นมา

วันหนึ่งได้มีคนเขาได้พบกับเรือThe Baychimoที่มันได้แล่นไปยังฝั่งของทะเลอลาสก้าอยู่ประมาณหลายรอบบด้วยกัน จากนั้นมาเรือดังกล่าวมันก็ได้หายไปอย่างปริศนา เมื่อเวลาไม่นานก็ได้มีเรือกู้เรือไปเข้ามาถึงพอดีอีกทั้งยังได้มีคนจำนวนมากที่ได้เห็นเรือดังกล่าวได้เข้าไปติดกับเรือน้ำแข็งจากนั้นเรือThe Baychimoนั้น

มันก็ได้หายไปเมื่อละสายตา เนื่องจากนี้ในเหตุการณ์ที่ได้เข้าไปพบกับเรือThe Baychimo มันได้ทำให้เรือThe Baychimoลำนี้มันได้ถูกกล่าวขานเอาไว้ว่ามันได้เป็นเรือปีศาจแห่งอาร์กติกนี่เอง

เรือSSValeencia

สำหรับเรือลำนี้ได้เป็นเรือกลไฟที่มีการอับปางอยู่ทางด้านชายฝั่งคูเวอร์ ซึ่งอยู่ทางด้านแทบโคลอมเบีย เมื่อในปี1906 เนื่องจากเรือSSValeenciaได้ประสบพบเจอกับสภาพอากาศที่โหดร้ายมันจึงได้ทำให้เรือดังกล่าวนี้ได้อับปางลงในทะเลจากนั้น

ลำเรือได้ปะทะกับแนวปาการังจึงได้ทำให้เรือแตกและทำให้เรือนั้นอับปางจมลงในที่สุดจากนั้นทางด้านลูกเรือและบรรดาผู้คนที่อยู่บนเรือกำลังจะสละลำเรือ ซึ่งได้ออกมาจากเรือที่ใกล้จะอับปางจมลงทะเลด้วยเรือชูชีพ

เนื่องจากเรือชูชีพดังกล่าว มันได้หายไปในท้องทะเลมันจึงได้ทำให้บรรดาผู้โดยสารที่มีอยู่ประมาณ146คนต้องจบชีวิตลงและมีผู้คนอดมาได้แค่เพียง37คนเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

การค้นพบอาณาจักรที่ลึกลับแห่งนูเบีย

ถ้าหากพูดถึงอาณาจักรของอียิปต์โบราณในทุกๆคนก็คงจะนึกถึงประติมากรรมรูปปั่นที่มันได้มีขนาดที่ใหญ่และคำสาบของฟาโรห์อย่างแน่นอนและที่สำคัญสิ่งที่ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโบราณและจากสิ่งนี้เองนั้นก็ได้มีอารยธรรมเก่าแก่ที่มากมาย

ที่จะทำให้น่าตกตะลึ่งและสิ่งที่น่าอัศจรรย์ต่างๆที่จะทำให้เหล่านักประวัติศาสตร์ด้านคนในรุ่นหลังได้เข้ามาศึกษาหาความรู้กันและมันจะเป็นอย่างไรมาชมกันเลย

ประติมากรรมรูปปั้นองค์ฟาโรห์รามเสสที่2

เมื่อปี2017ได้มีรายงานว่านักโบราณคดีจากอียิปต์และเยรมัมก็ได้ค้นพบรูปปั้นที่ได้มีความสูงประมาณ8เมตรที่ได้จมอยู่ใต้น้ำในกรุงไคโรในครั้งแรกนั้นได้เชื่อกันว่าได้เป็นรูปปั้นรามเสสที่2ซึ่งได้ปกครองอียิปต์เมื่อประมาณ3,000ปีก่อน

และยังได้เป็นหนึ่งผู้ที่ทรงพลังมากที่สุดของประเทศ ซึ่งในบริเวณที่ได้มีการค้นพบนี้ได้เกิดขึ้นกับซากที่ปรักหักพังของวิหารฟาโรห์รามเสสที่2ในเมืองโบราณเฮียราโพลิสทางด้านตะวันออกของกรุงไคโรที่กำลังเผชิญปัญหากับเศษขยะและของเสียจากอุสาหกรรมจึงได้ทำให้ในการขุดค้นนั้น

จึงเป็นไปด้วยความที่ยากลำบากหลังจากที่ได้มีการขุดค้นสถาปนิกยังได้พบว่าส่วนบนของรูปปั้นหินปูนขนาดเท่าคนจริงของฟาโรห์Seto llที่2ซึ่งเป็นพระราชนัดนิดาของฟาโรห์รามเสสที่สองโดยชาวอียิปต์โบราณได้เชื่อว่าเมืองเฮลิโอโปลิสได้เป็นสถานที่ที่เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์สถิตอยู่รวมทั้งในรูปปั้นทั้งหมดนั้นมันก็ยังได้ถูกสร้างขึ้นที่นี่อีกด้วย

ประติมากรรมกษัตริย์แห่งนูเบีย

ในปี2018ได้มีการค้นพบซากรูปปั้นของลึกลับอายุประมาณ2,600ปีบริเวณวิหารแห่งหนึ่งในดันเกลด้านริมตลิ่งแม่น้ําไนล์ในประเทศซูดาน ซึ่งทางด้านนักโบราณคดีนั้นก็ได้พบแค่เพียงบางส่วนของรูปปั้นเท่านั้นมันจึงไม่สามารถที่จะระบุมันได้เลยว่ามันเป็นรูปปั้นของใครจนในกระทั่งหลายปีต่อมาได้มีการสันนิษฐานว่าด้านวิหารที่ได้มีการพบรูปปั้นแห่งนี้

ในช่วงครั้งหนึ่งมันได้เคยเป็นวิหารของเทพพระเจ้าAmUnแห่งอียิปต์โดยในปี2017ก็ได้มีการขุดค้นพบสิ่งของอื่นๆภายในหลุมฝังศพอีกทั้งยังรวมไปถึงหน้ากากไม้ที่ถูกแกะสลักและภาพวาดที่ฝาผนังอย่างสวยงามถึงแม้ว่าจะใช้เวลาในการขุดค้นพบที่ยาวนานประมาณ11ปีแต่พวกเขานั้นก็ยังได้ค้นพบกับหลักฐาน

ที่แสดงทำให้เขานั้นเห็นว่ารูปปั้นสิ่งนี้ได้เป็นของฟาโรห์Aspeltaที่ได้ปกครองอาณาจักรครุฑระหว่างปี568-593ก่อนคริสต์ศักราชโดยเป็นฟาโรฟ์ของผู้ปกครองอาณาจักรโบราณในนูเบียที่ปกครองอียิปต์ตั้งแต่ในปี656-744ปี

ตำนานหนุษย์หมาป่า

หมาป่าคือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่ามีลักษณะรูปร่างคล้ายกับหมาที่อาศัยอยู่กับคนจะดูธรรมชาติแล้วหมาป่าเป็นสัตว์ที่น่ากลัว แต่หากเราใช้คำว่ามนุษย์มาผสมกับหมาป่าแล้วก็มันจะกลายเป็นคำว่ามนุษย์หมาป่าซึ่งมันจะน่ากลัวกว่าหมาป่ามากกว่าหลายร้อยเท่านะ

     บางคนเชื่อว่ามนุษย์หมาป่านั้นมีอยู่จริงแต่บางคนก็เชื่อว่ามนุษย์หมาป่านั้นเป็นแค่นิทานที่มีการแต่งตั้งกันขึ้นมาแต่คุณรู้มั้ยว่ามนุษย์หมาป่านั้นมีจริงเมื่อในอดีตอาการที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับมนุษย์หมาป่าที่สามารถยืนยันได้ว่าพวกมันมีจริงและเกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้เรามาย้อนดูกันว่ามีประวัติเรื่องเล่ายังไงบ้างที่แสดงให้เห็นว่าบนโลกใบนี้มีมนุษย์หมาป่าจริงๆ

     ในประเทศฝรั่งเศสเมื่อประมาณปีพ. ศ. 1521 มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่ามีเหตุการณ์อันน่าประหลาดเกิดขึ้นที่เมืองโพลิ้งนี่  ก็มีเรื่องเล่าว่ามีผู้ชายคนหนึ่งก็ถูกทำร้ายขณะที่เขากำลังเดินอยู่คนเดียวด้วยคนที่มีลักษณะเหมือนหมาป่าที่เขาต่อสู้กับเจ้าตัวประหลาดนั้นเขาก็สามารถทำร้ายมันจนได้รับบาดเจ็บมีแผลฉกรรจ์ตามร่างกาย

จนมันต้องหนีไปในขณะที่เขากำลังเดินด้วยสภาพโซซัดโซเซไปตามท้องถนนเพื่อหาคนมาช่วยนั้นเขาก็ได้เห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่ง ก็มีสภาพบาดเจ็บไม่ต่างกับเขาเดินออกมาตามถนนเพื่อไปหาสถานที่รักษาบาดแผลเหมือนกันกับเขา

ซึ่งชายคนดังกล่าวสังเกตเห็นว่าบาดแผลผู้ชายอีกคนนั้นมีลักษณะคล้ายกับบาดแผลที่เขาได้ทำร้ายหมาป่าตัวนึงที่มีรูปร่างคล้ายกับคนไปดังนั้นเขาจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มาจับกุมตัวชายคนดังกล่าวและเมื่อผู้ชายคนนั้นถูกจับตัวรับสารภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเขาชื่อ Michael และเขาคือบุคคลที่ทำร้ายชาย คนที่แจ้งความจริง

โดยเขากลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า  สิ่งที่เขากลายร่างเป็นหมาป่าได้นั้นก็เพราะว่าเนื่องจากเขาได้มีการทำสัญญากระเป๋าปีศาจ แต่มนุษย์หมาป่าไม่ได้มีเขาแค่คนเดียวเท่านั้นยังมีเพื่อนของเขาอีก 2 คนที่สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าได้โดยทั้ง 2 คนมีชื่อว่าฟิลลิปและปีแอร์แล้วเขายังสารภาพกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกว่าทั้งตัวเขาเองและเพื่อนเขาอีก 2 คน

ได้มีการก่อเหตุทำร้ายคนอื่นมามากมายหลายคดีรวมถึงได้มีการฆ่าคนอื่นมามากมายหลายคนพร้อมทั้งกินเนื้อคนที่พวกเขาฆ่าโดยส่วนใหญ่คนที่ถูกกลุ่มมนุษย์หมาป่าข้าจะอยู่ในบริเวณเมืองโพลิ้งนี่การแพทย์ทุกคน

       นี่เป็นเรื่องเล่ามาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งในปัจจุบันทางการแพทย์ได้บอกว่ามนุษย์หมาป่านั้นมีอยู่จริงเนื่องจากเป็นความผิดปกติทางด้านสมองซึ่งพวกเขาเหล่านั้นจะมีการฝังใจคิดว่าตนเองเป็นมนุษย์หมาป่าแล้วก็ออกทำร้ายคนเพิ่งถึงกัดกินคนคล้ายกับหมาป่าซึ่งอาการแบบนี้เป็นลักษณะของอาการทางจิตอย่างหนึ่งซึ่งต้องได้รับการบำบัดอย่างเร่งด่วน 

ซีอุย แซ่อึ้ง ตำนานมนุษย์กินคนในประเทศไทย

เมื่อราวๆปี2500 คดีซีอุยนับว่าได้เป็นคดีที่ได้สร้างความสะเทือนขวัญและสร้างความทรงจำที่ดลวร้ายให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมากในยุคสมัยนั้นเมื่อจะต้องเจอเรื่องไม่คาดฝันกับลูกเล็กเด็กแดงที่จะต้องเป็นเหยื่อถูกฆตกรใจร้ายลงมือฆ่าให้ตาย

ด้วยความโหดเฮียมจากนั้นก็ได้ควักหัวใจและนำตับเอาไปกินหลังจากนั้นข้าวก็ได้เผยแพ่ยออกไปภายในวงกว้างจึงถึงกับทำให้ผู้ใหญ่ที่อยู่ในสมัยนั้นหวาดผวาและได้สั่งห้ามไม่ให้ลูกหลานของตัวเองได้ออกไปไหนมาไหนคนเดียว

กับทั้งยังให้คอยระวังกับคนแปลกหน้าและไม่เช่นนั้นก็จะถูกหลอกนำเอาไปฆ่าควักหัวใจและเอาตับออกมากินกันเลยทีเดียว ซีอุยนั้นได้มีชื่อจริงว่า  ( หลีอุย แซ่อึ้ง ) แต่คนไทยนั้นได้เรียกเพี้ยนเป็น ซีอุย ซีอุยได้เกิดเมื่อราวๆในปี พศ2470 ที่เมืองเซาถัว ประเทศจีน

โดยซีอุยได้เกิดในครอบครัวที่ยากจนหาเลี้ยงชีพด้วยการทำการเกษตร ซีอุย นั้นได้เป็นลูกชายคนสที่3จากจำพี่น้องทั้งหมด12คน เมื่อตอนเป็นเด็กและเป็นวัยรุ่น ซีอุยเป็นคนที่มีรูปร่างที่เล็กเมื่อเทียบกับคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

ซึ่งซีอุยนั้นได้มีส่วนสูงแค่ประมาณ150ซม.เท่านั้น นอกจากนี้ ซีอุยจึงมักถูกคนอื่นรังแกอยู่เสมอจนในกระทั่งวันหนึ่งในตามคำบอกเล่าของ ซีอุย เองว่ามีนักบวชรูปหนึ่งทนเห็นตนถูกทำร้ายโดยรังแกอยู่เป็นประจำไม่ไหวจึงได้เดินเข้ามาหาและได้แนะนำว่าถามอยากจะมีร่างกายที่แข็งแรงต้องกินเนื้อหรืออวัยวัยวะของมนุษย์

ซึ่ง ซีอุยในวัยเด็กก็ได้นอมรับคำแนะนำนั้นอย่างตั้งใจและโดยเชื่อสนิดใจอีกทั้งคำสอนนี้ก็ได้ฝังอยู่ในใจของ ซีอุยอยู่เสมอมาจากนั้นมา ซีอุย เอง  ก็เริ่มกินเนื้อสดๆที่ได้มาจากการล่าสัตว์ของนั่นเองและแน่นอนอวัยวัยวะส่วนที่ ซีอุย นั้นได้โปรดปรานมากที่สุดนั่นก็คือตับไตและหัวใจและเรื่องนี้แม้ว่าคนรอบข้างของ ซีอุย จะรู้แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามหรือว่ากล่าวอะไรเพราะได้เห็นว่า ซีอุย ยังเป็นเด็กอีกทั้งพ่อแม่ก็ยังได้มีลูกหลายคนและได้มีฐานะยากจนต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวยังดูแลลูกๆได้อย่างไปทั่วถึง

และนั่นจึงทำให้ ซีอุย ได้เป็นคนแปลกๆมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาและด้วยความที่พ่อและแม่นั้นได้มีอาชีพเป็นคนชาวไร่มีฐานะยากจนอีกทั้งยังมีภาระต้องเลี้ยงดูลูกๆเป็นจำนวนมากจึงทำให้ ซีอุย ต้องออกจากบ้านเพื่อหาเลี้ยงคนเอง

หน่วยรบพิเศษที่ได้ถูกฝึกมาอย่างดี

หน่วยรบที่มีความชํานาญทางด้านการรบเป็นพิเศษซึ่งในแต่ละประเทศที่อยู่ไปทั่วโลกนั้นล้วนแล้วก็จะมีแต่หน่วยรบแบบนี้ทั้งนั้นเพื่อความปลอดภัยของประเทศนั้นเองดังนี้เราจะมูกันหน่อยว่าหน่วยรบพิเศษที่วทุกมุมโลลนั้นจะมีหน่วยรบจากประเทศไหนกันบ้างที่จะเรียกว่าเก่งโกดและอันตรายมากที่สุดในโลก

BERETS VERTS FRANCE  หรือ FRENCH NAVAL COMMANDOSจากประเทศฝรั่งเศษ

หน่วยรบคอมมานโดแห่งราชนาวีที่ได้รับฉายาว่าหมวกไบเล่สีเขียวใรการฝึกของหน่วยนี้ยากและทรหดมากจะใช้ระยะเวลาใรการฝึกทั้งสิ้นประมาณ20สัปดาห์ในการฝึกกระโดดร่มซึ่งได้เป็นการฝึกฝนที่หนักเป็นอย่างมากโดยผู้ที่ฝึกนั้นจะมีระยะเวลาในการพักผ่อนแค่เพียงประมาณ2ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

MARSOC  USA หน่วยรบพิเศษราชนาวีแห่งสหรัฐ หรือว่ามาซอก

ซึ่งได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาในเมือปี2007โดยจะถือได้ว่าเป็นหน่วยที่สุดยอดมาที่สุดของหน่วยรบของทหารที่จะทำการปฏิบัติภารกิจในส่วนของเรื่องในการที่จะมีการขัดแย้งกันต่างๆและยังรวมไปถึงภาระกิจที่จะต้องออกไปลาดตระเวนโดยจะมีการฝึกในการเรียนรู้วิธีที่จะสามารถที่จะเอาตัวเองรอดในสภาวะที่ธรรมชาติและยังรวมไปถึงศิลปะในการต่อสู้แบบต่างๆอีกต้องมากมาย

Spetannaz RUSSIA ประเทศรัศเซีย

ได้เป็นหน่วยรบที่ได้มีมาตรฐานสูงส่งในการฝึกและยังมีผู้ที่ได้รับเข้าทำการฝึกเพียงแค่2ใน10นายที่จะสามารถที่จะผ่านในการฝึกฝนครั้งนี้ไปได้และในการฝึกที่จะต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือนในส่วนของการฝึกในครั้งนี้ซึ่งยังรวมไปถึงในการฝึกและการต่อสู้ด้วยมือเปล่าวและในการที่จะใช้อาวุธและการที่จะเก็บข้อมูลข่าวกรองในการเจรจาในส่วนของเรื่องตัวประกันและการที่จะเข้าไปทำการช่วยเหลือการควบคลุมการจลาจลการรักษาพยาบาลภาคสนามและมุงเน้นไปยังการรักษาร่างกายให้แข็งแรงลสมบูรณ์อยู่เสมอ

ARMY GREEN BERETS  USA ประเทศสหรัฐอเมริกา

ได้ก่อตั้งขึ้นมาในสมัยสงครามโลกในครัง้ที่สองในสมาชิกของหน่วยได้ถูกทำการฝึกมาในการก่อวินาศกรรมการกระโดนร่นและการที่จะปฏิบัติการทั้งทางบกและทางน้ำในการปีนเขาและสกีทว่าทหารหน่วยนี้ได้เป็นที่รู้จักกันดีในสมัยของสงครามเวียดนามในระหว่างปีพุทธศักราช2510 ถึงปี 2515 ในสมาชิกในทีนนั้นได้เป็นอาสาสมัครและจะต้องมีความสามารถที่จะกระโดนร่ม

และผ่านโปรแกมที่เข้มข้นและยาวนานถึง44ถึงประมาณ62สัปดาห์โดยซึ่งจะคัดเอาผู้ที่จะไม่เหมาะสมนั้นนำเอาออกไปและทหารทุกคนจะต้องมีทักษะทางงด้านการต่อสู้ไหวพริบความฉลาดและการที่จะใช้อาวุธพิเศษการติดต่อสื่อสารความการชำนาญในการใช้ภาษาต่างประเทศ

การวิวัฒนาการของสัตว์ต่างๆ

การวิวัฒนาการของสัตว์ต่างๆที่เหล่าวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยมาแล้ว

กบ

และสำหรับกบนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้ถือกำเนิดมาอย่างยาวนานถึง200ล้านปีมาแล้วและยังเป็นสัตว์ที่มันสามารถอยู่รอดมาได้จากการสูญพันในครั้งใหญ่โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ก็ได้เชื่อว่ากบนั้นได้เป็นสัตว์ที่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้ดินได้เป็นอย่างดีและยังเป็นสัตว์ที่สามารถปรับสภาพได้ดีให้กับสภาพแวดล้อม

และระบบนิเวทแบบใหม่ ซึ่งโดยจากการที่ได้ศึกษาก็ได้พบว่ากบในยุคปัจจุบันราวประมาณร้อยละ88ที่มีมาจากอดีตที่สามารถย้อนกลับไปไกลได้ถึง60 150ล้านปีก่อนโดยจากการตรวจสอบและในการศึกษาทางพันธุกรรมและเปรียบเทียบระดับยีนกับโมเลกุลและระหว่างกบในปัจจุบันและได้ส้รางดึกดําบรรพ์ของกบในก่อนยุคประวัติศาสตร์และในปัจจุบันนี้ยังได้มีการสืบสายพันและแตกแขนงทางชีวะวิทยาไปทั่วโลกนั่นเอง

แมลงวัน

และสำหรับแมลงวันมันเป็นแมลงที่ได้อาศัยอยู่ในชุมชน มนุษย์ชนิดหนึ่งที่มีเยอะแยะมากมายเติมไปหมด ซึ่งโดยส่วนมากแล้วคนเรามักจะรู้จักแค่บางชนิดเช่น แมลงวันบ้านและแมลงวันหัวเขียวโดยพวกมันนั้นก็จะกินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์และเศษอาหารที่อยู่ตามถังขยะและมักจะชอบออกหากินในเวลากลางวันและไม่ชอบแสงแดดที่จัดโดยศรัมีในการออกหากอินของพวกมัน

นั้นจะอยู่ที่ในวงประมาณ3กิโลเมตรและก็อย่างที่เรานั้นได้ทราบก็แหละว่าแมลงวันนั้นเป็นเป็นสัตว์ที่อันตรายจากการได้นำเอาเชื้อโรคมาสู่คนเนื่องจากแมลงวันนั้นมันได้มีนิสัยที่ชอบอาหารบูดเน่าและอาหารคาวและเศษอาหารที่สกปรกรวมไปถึงอุจาระด้วยจากนั้นเชื้อโรคก็ได้ติดมาตามตัวตามขาและผิวหนังของมันมา

โดยวิทีในการเป็ยอยู่ของมันนั้นพวกมันมักจะชอบอาศัยอยู่ที่ตามบ้านเรือนในครัวที่ได้มีการปรุงอาหารซึ่งวงจรชีวิตของพวกมันนั้นก็จะแบ่งเป็น4ระยะก็คือระยะไข่หลังจากตัวเมียผสมพันแล้ว7วันมันจะวางไข่ตลอดชีวิตและมันก็จะวางไข่ถึงประมาณ4/5ครั้งในครั้งหนึ่งก็จะวางไข่ประมาณ75/150ฟอง และจะฝักไข่เป็นตัวอ่อนกินอาหารที่สกปรกบริเวณนั้นตัวหนอนเมื่อแก่มันก็จะคานไปในที่แห้ง 4/7 และเปลี่ยนรูปร่างเป็นตัวโม่ง

โดยระยตัวโม่งนั้นซึ่งมันจะเป็นระยะที่ไม่เคลื่อนไหวมันจะม่กินอาหารและมันจะอยู่ได้นาน3/6วันหลังจากที่เป็นตัวโม่งแล้วราวประมาณ3/6มันก็จะได้ทำการเปลี่ยนให้เป็นรูปร่างแมลงวันต่อไปนั่นเองเห็นแบบนี้แล้วคุณก็อย่าทำให้บ้านเรือนของคุณสกปรกไม่อย่างนั้นเจ้าพวกมลงวันก็จะเข้าไปทำการวางไข่แล้วก็ฟักตัวออกมาเป็นแมลงวันขยายพันได้อีกด้วย

ตำนานของเสือสมิง

พระกลายเป็นเสือสมิง

เย็นวันนั้นได้มีหญิงชราก็ได้ชวนพวกผู้หญิงออกมาทำอาหารมื้อเย็นกันเอาไว้กินก่อนที่ฟ้าจะมืดทางฝ่ายชายชราผู้ที่เป็นสามีก็ได้จัดแจงเหล่าเครื่องทรงทำเหมือนกับว่าจะประกอบพิธีอะไรสักอย่างอยู่ที่บนเกวียนของเขาและในค่ำวันเพ็ญในเดือน12แสงจันทร์ก็ได้สาดส่องราวเหมือนกับตอนกลางวันเวลาได้ผ่านไปเลยเที่ยวคืนด้านลูกเด็กเล็กแดงก็ได้นอนหลับกันหมดแล้ว

ก็จะมีแต่ผู้ใหญ่ที่คอยเอียงหูฟังเพื่อป้องกันระวังภัยว่าในค่ำคืนนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นหรือป่าวและในที่สุดทุกคนนั้นต่างก็ได้สดุดกันเป็นกลุ่มเมื่อชาวบ้านต่างก็ได้ยินเสียงที่หายใจดังเสรยงเหมือนกับว่าวัวควายมันชนกันและในท่ามกลางแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญควายตัวสีดำตัวเป็นมันลำสองตัวใหญ่ก็ได้กำลังต่อสู้กับเสือที่มีขนาดตัวใหญ่มหึมา

ด้านความตัวหนึ่งก็ได้ถูกแรงของเจ้าเสือตัวใหญ่นั้นได้ตบเข้าไปที่หัวมันอย่างแรงและก็ได้กระเด็นออกไปแต่ควายอีกตัวหนึ่งก็ได้กระโจนพุ่งเข้าไปขวิดอย่างทันทีเมื่อเสือตัวนั้นได้งับคอควายตัวที่กระเด็นออกไปนอกจากจะไม่ระคายผิวหนังของควายแล้วเสือเองก้ยังได้ถูกแรงสบัดของควายจนกระเด็นแทบยังได้ถูกควายขวิดด้วยเขาที่แหลมคมเข้าไปที่ตรงด้านหลังของเสือ

และจนในที่สุดนั้นเจ้าเสือลายพาดก็ได้กระเสือกกระสนคานหนีตายออกไปเพราะว่าเสือไม่สามารถที่จะต้านทานแรงของควายของทั้งสองตัวนั้นได้และในที่สุดควายตัวดังกล่าวก็ได้วิ่งพุ่งเข้าไปชนอย่างเต็มแรงร่างของเจ้าเสือนั้นก็ได้กระเด็นลอยไปตกที่กระท่อมหลังคาแห่งหนึ่งเสียงดังโคมใหญ่จนทำให้กระท่อมหลังนั้นก้ได้พังลงมาอย่างไม่เป็นท่าจากนั้นมันก็ได้หายไปอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง

และไม่มีใครที่จะรู้ว่าเสือตัวนั้นมันได้หายไปไหนด้ายควายทั้งสองตัวก็ได้เดินสบัดหัวสบัดหางเดินกลับมายังเกวียนของสองผู้เฒ่าตาและยายและร่างของควายทั้งสองก็ได้หายไปกับตาคงความประหลาดใจแก่ชาวบ้านที่แอบมองและอ้าปากค้างไปตามๆกันรุ่งเช้าชาวบ้านที่ยังเหลืออยู่ต่างพากันดีใจพวกผู้หญิงก็ได้เตรียมอาหารคาวหวานเพื่อไปทำบุญก่อนเพลเพราะเรื่องร้ายๆก็ได้หายไปจากหมู่บ้านแล้วชาวบ้านก็ไม่ลืมที่จะชวนของผู้เฒ่าตายายไปใส่บาตรด้วยกันเวลาประมาณ9โมงเช้าทุกคนก็ได้เดินทางมาถึงยังกุฏิพระธุดงค์

ที่ชาวบ้านได้ร่วมกับสร้างเอาไว้ให้บริเวณที่ต้นน้ำก่อนหน้านี้แต่สิ่งที่พบเบี้ยงหน้าพวกชาวบ้านก็ได้พากันตะลึงจนอ้าปากค้างเพราะพระที่ได้เห็นอยู่เบี้ยงหน้านี้ก็คือที่หน้ากุฏิพบร่างของหลวงตานอนหายใจช้าๆตามตัวมีบาดแผลหลายแห่งลำตัวของหลวงตาที่เต็มไปด้วยบาดแผลก็ล้วนแต่เป็นเวนกรรมโดยแท้เป็นพระภิกษุสงฆ์แทนที่จะเจริญศรีแต่กับมุงมั่นเดรัจฉานล้ำเรียนวิชาผมก็ออกมาเข้าตัวจนต้องกลายมาเป็นเสือสมิงในที่สุด

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sagame

เปิดตำนานแม่นางกวัก

             เชื่อว่าคนไทยหลายหลายคนคงรู้จักแม่นางกวักกันอย่างดี  เพราะบางคนก็มีการบูชาแม่นางกวักไว้ที่หน้าร้านค้า หรือบางคนก็บูชาแม่นางกวักไว้ในบ้านเรือนหรือบางคนก็บูชาแม่นางกวักไว้ในสถานที่ประกอบธุรกิจต่างต่าง

หากใครอยากรู้ว่าแม่นางกวักนั้นมีพุทธคุณอย่างไร และมีประวัติความเป็นมาอย่างไร บทความนี้จะเล่าความเป็นมาของแม่นางกวักให้ทราบกันค่ะ

         ตำนานนางกวักเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลเป็นเวลามากกว่า 2,500 ปีมาแล้ว  แต่ทุกวันนี้เราก็จะยังเห็นนางกวัก นั่งกวักมืออยู่ทั่วไปแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพวกเทคโนโลยีต่างต่าง เราก็ยังเคยเห็นนางกวักไปนั่งกวักที่โต๊ะผู้บริหารของคนระดับสูง ตามความเชื่อของแต่ละคน และตามร้านขายของ ขายอาหาร ขายเสื้อผ้าก็มีแม่นางกวักมาช่วยกวักเรียกลูกค้าให้ 

สำหรับประวัติของนางกวักนั้น ที่จริงแล้วท่านชื่อ นางสุภาวดี โดยในสมัยพุทธกาลมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีชื่อสุจิตพราหมกณ์ และภรรยาขื่อ สุมณฑา มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมือง มัจฉิกาสัณฑ์นคร ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองสาวัตถี ในชมพูทวีป ทั้งสองคนมีอาชีพค้าขายสินค้าเล็กเล็กน้อยน้อย มีรายได้นิดหน่อยพอที่จะนำเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้ไปแบบวันต่อวัน  และต่อเมื่อทั้งสองสามีและภรรยาคิดจะขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้น

เมื่อมีรายได้มากพอจึงได้ตัดสินใจซื้อเกวียนบรรทุกสินค้าไปขายยังต่างเมือง และยังนำของจากต่างเมือง นำกลับมาขายที่เมืองมัจฉกาสัณฑ์นคร ซึ่งในการเดินทางไปต่างเมืองในบางครั้งลูกสาวที่ชื่อว่านาง สุภาวดีผู้เป็นลูกสาวก็ขอนั่งเกวียนติดตามไปด้วย และในระหว่างที่เดินทางไปต่างเมืองกับพ่อและแม่นั้น นางสุภาวดีก็ได้มีโอกาสได้ไปฟังธรรมกับ  พระกัสสปะเถระ ขณะจารึกพระเทศนาตามหมู่บ้านต่างต่าง นางสุภาวดี รู้สึกทราบซึ้งในประพระธรรมจนเข้าถึงพระรัตนตรัย

และเมื่อนางสุภาวดีเดินทางไปอีกเมืองหนึ่งก็ได้ไปฟังธรรมกับพระสิวลีเถระเจ้า และนางก็เข้าถึงในพระธรรมอีกเช่นกัน ทำให้พระอรหันต์ทั้งสอง คือ พระกัสสปเถระ และพระสีวลีเถระเจ้า ต่างก็ให้พรแก่นางสุภาวดี ให้มีความเจริญ รุ่งเรือง ค้าขายก็ประสบกับความสำเร็จและหลังจากนั้นเป็นต้นมานางสุภาวดีและครอบครัวก็รุ่งเรืองดังพรที่ได้รับจากพระอรหันต์ทั้งสององค์ และนับตั้แต่นั้นพ่อของนางสุภาวดีก็มักจะให้นางไปช่วยขายของบ่อยบ่อยเพราะเชื่อว่า นางเป็นคนที่ช่วยให้ครอบครัวค้าขายแล้วประสบกับความสำเร็จ  ซึ่งหลังจากที่นางสุภาวดีเสียชีวิตลง

ชาวบ้านก็ได้สร้างรูปปั้นนางสุภาวดีเอาไว้เพื่อนำมาบูชา และมักจะพากันขอให้นางช่วยเรื่องของการค้าขาย นับตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบันก็ยังนิยมนำแม่นางกวักมาบูชาให้ช่วยเรื่องการค้าขายตลอดมา

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนมาตลอดโดย  entaplay