รองเท้ายอดฮิตในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่4

ว่ากันว่าต้นกำเนิดของเครื่องแต่งกายที่มันได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องเท้าของเราและของสิ่งนั้นก็คือรองเท้าของเรานี่เองแต่จะมีใครรู้หรือเปล่าว่ารองเท้านั้นมันได้ถูกผลิตขึ้นมาเมื่อใดแต่เชื่อกันว่ารองเท้าที่มันได้มีความเก่าแก่มากที่สุดในโลกได้ถูกค้นพบภายในถ้ำที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งก็ได้คาดการณ์ว่ามันอาจจะมีอายุราวประมาณ8,000ปี

ซึ่งมันได้เป็นรองเท้าที่มันได้ทำมาจากไม้ ซึ่วัตถุประสงค์ก็น่าจะสวมใส่เท้าเพื่อจะไม่ให้ได้รับบาดเจ็บจากการเดินและหลังจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ในเรื่องของรองเท้านั้นมันก็ได้มีการแตกแขนงออกไปมากมายทั้งในเรื่องของวัตถุที่ใช้รูปร่างน่าตาของมัน

และยิ่งได้เป็นรองเท้าที่ได้มาจากต่างพื้นที่บางภูมิภาคต่างยุคต่างสมัยมันก็ได้มีรูปร่างหน้าตาของมันก็จะยิ่งดูน่าสนใจเข้าไปอีกและในวันนี้เราจะพาไปดูรองเท้าที่สุดแปลกที่ไม่เหมือนใครในโลกและมันจะเป็นแบบไหนมาดูกัน

โอโคะโบะ

สำหรับรองเท้าคู่นี่นั้นมันได้มีมาตั้งแต่ก่อนในปีประมาณ1970หรือ เกอิชาฝึกหัด ซึ่งมันก็ได้เป็นอีกอาชีพหนึ่งของสตรีประเทศญี่ปุ่นในช่วงยุคของสมัยก่อน และพวกเขานั้นก็จะต้องใส่รองเท้าแบบนี้เอาไว้แต่มันก็ไม่ได้ใส่รองเท้าแบบนี้

เพื่อให้มันสวยงามแต่อย่างใดแต่พวกเขาก็จะใส่ให้ส้นที่สูงถึง5.5นิ้วเพื่อจะทำให้ไม่ให้เสือนั้นได้รากลงพื้น โดยรองเท้าที่ได้มีการบากเข้าไปในส่วนลึกนั้นก็จะเป็นการบังคับให้มันก้าวที่ช่วงสั้นอีกทั้งยังได้กันไม่ให้โคนหรือน้ำดีดขึ้นมาข้างบนอีกด้วย เนื่องด้วยตัวรองเท้าโอโคะโบะนั้นมันได้ผลิตขึ้นมาด้วยไม้ทั้งหมดจากนั้น

ก็ได้ทำการเจาะส่วนกลางทำให้ส้นนั้นกรวงมันจึงได้ทำให้มีเสียงให้เกิดในช่วงตลอดการเดินและเส้นของรองเท้านั้นมันก็ยังได้บอกถึงตำแหน่งของแต่ละคนของรองเท้าโอโคะโบะ โดยโอโคะโบะน่าใหม่นั้นจะใส่รองเท้าที่มีสายสีแดงแต่ถ้าหากว่าใครที่ได้ขึ้นชื่อมาเป็นเกอิชาเต็มตัวแล้วก้จะใส่โอโคะโบะที่ได้มีเส้นคาดของรองเท้าที่เป็นสีเหลือนั่นเอง

รองเท้าส้นสูงของผู้ชาย

สำหรับรองเท้าส้นสูงของผู้ชายนั้น ซึ่งในสมัยก่อนนั้นใครที่อยากจะมีเรียวขาที่เรียวยาวสมส่วนรวมไปถึงตัวสูงขึ้นอย่างสง่างามแล้วล่ะก็รองเท้าที่ได้สวมใส่กันอยู่นี่มันได้ถูกผลิตขึ้นมาจากนั้นมามันก็ได้มีการฮิตไปทั่วราชอาณาจักรเมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่4

ซึ่งก็ได้มีรูปร่างที่หล่องามก็ได้หัดมาใส่รองเท้าส้นสูงเพื่อที่จะเพิ่มความน่าเกรงขามและยังได้เพิ่มสร้างบารมีให้แก่ตัวเองและเมื่อพระเจ้าแผ่นดินใส่ก็ได้ใส่ไปตามๆกันจนมันได้เป็นที่นิยมในส่วนมากกันเลยทีเดียว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8 casino

เครื่องปั้นดินเผากับคณิตศาสตร์

เครื่องปั้นดินเผากับคณิตศาสตร์ เมื่อนำมารวมกันแล้วคือศิลปะชิ้นเอก

เครื่องปั้นดินเผาคืออะไร

คือการที่เรานำเอามาดินเหนี่ยวมาปั้นให้เป็นรูปทรงต่างต่างตามที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นหม้อ ไห  ชาม และอื่นอื่นอีกมากมาย เครื่องปั้นดินเผาถูกค้นพบมากตั้งแต่สมัยโบราณมีซึ่งมีข้อมูลว่ามีการใช้เครื่องปั้นดินเผามาตั้งแต่เมื่อหนึ่งพันปีมาแล้ว

การที่มนุษย์เราผลิตเครื่องปั้นดินเผาเอาไว้ใช้สอยนั้นก็เปรียบเสมือนมนุษย์เรากำลังประดิษฐ์ผลงานชิ้นเอกที่จะเอาใช้งานนั้นเอง ซึ่งการปั้นดินเผาให้ออกมามีรูปร่างลักษณะต่างต่างกัน ถือว่าเป็นการผลิตผลงานทางด้านศิลปะอีกแขนงหนึ่งก็ว่าได้

ซึ่งเราเรียกศิลปะเครื่องปั้นดินเผานี้ว่า ศิลปะทางด้านประติมากรรม  นั่นก็เพราะว่าคำนิยามของคำว่าศิลปะก็คือ สิ่งที่มนุษย์เราเป็นคนที่สร้างขึ้นไม่ว่าอะไรก็แล้วที่มาจากฝีมือการทำมาจากฝีมือมนุษย์สิ่งนั้นคือศิลปะทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การถ่ายภาพ การออกแบบสร้างบ้าน การสร้างพระพุทธรูป และอื่นอื่นอีกมากมาย

แต่การที่เราเห็นดอกไม้สวย ต้นไม้สวย สิงเหล่านี้ไม่ใช่ศิลปะ เพราะทั้งดอกไม้และต้นไม้นั้นเกิดมาจากธรรมชาติไม่ได้เกิดมาจากฝีมือของมนุษย์ การทำเครื่องปั้นดินเผาที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ถือว่า ชาวบ้านที่ยังมีการปั้นเครื่องปั้นดินเผาอยู่กำลังสืบสานอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านเอาไว้ และศิลปะเครื่องปั้นดินเผานี้เป็นศิลปะท้องถิ่น

เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่มีการช่วยการทำสืบทอดต่อต่อกันมา ผลงานของศิลปะเครื่องปั้นดินเผา ที่ยังคงมีให้เห็นอยู่ในตอนนี้ ก็เช่น การทำแจกัน   การทำโอ่ง การทำไห การทำอ่างใส่น้ำ การทำครก หรือแม้แต่การชามใส่ของเป็นต้น

ซึ่งตอนนี้มีหลายจังหวัดที่ยังคงรักษาสืบทอดการทำศิลปะเครื่องปั้นดินเผาเอาไว้ โดยแต่ละที่และแต่ละท้องถิ่นก็จะมีเอกลักษณะและลวดลายในการทำเครื่องปั้นดินเผาที่แตกต่างกัน และแต่ละผลงานก็จะมีลวดลายที่ไม่ซ้ำกันด้วย และที่เรานำหลักการทางคณิตศาสตร์มารวมกับงานศิลปะแล้วกลายมาเป็นเครื่องปั้นดินเผานั้น

ก็เพราะว่าการที่เราจะทำเครื่องปั้นดินเผาออกมาเป็นผลงานสักชิ้น เราต้องมีการคำนวณจึงกึ่งกลางของการปั้นคำนวณ เวลาในการนำเครื่องปั้นดินเผามาพึ่งลมว่าต้องใช้กี่นาที หรือกี่ชั่วโมง และยังต้องมาคำนวณอุณหภูมิที่ใช้งานการเผาต้องใช้กี่องศา

ถึงจะทำให้ผลงานที่เราทำออกมาสมบูรณ์และสวยงามได้ และนี่คือส่วนที่บ่งบอกว่าเราทำศิลปะเครื่องปั้นดินเผาก็ต้องนำหลักการคำนวณทางคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนกัน

  โดยการใช้หลักการคำนวณแบบแคลคูลัสเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งเป็นการคำนวณสวนเว้าส่วนโค้งของผลงาน ซึ่งการออกแบบรูปทรงของเครื่องปั้นดินเผาด้วยการนำหลักการคำนวณแบบแคลคูลัสมาใช้ประโยชน์นั้นจะทำให้สิ่งที่เราปั้นออกมาได้รูปทรงที่สวยงาม

ศิลปะกับโรงพยาบาล

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยพาบุตรหลานไปหาหมอที่โรงพยาบาลกันมาบ้าง

ซึ่งการไปหาหมอที่โรงพยาบาลแต่ละครั้งต้องรอคิวนานมาก และเด็กเด็กก็มักจะมีความอดทน นั่งรออยู่เฉยเฉยได้น้อยมาก เรามักจะสังเกตเห็นว่าเพียงแค่ไม่ถึง 5 นาทีเด็กเกือบทุกคนจะเริ่มรู้สึกเบื้อหน่ายกับกับที่ต้องมานั่งรอคิวเพื่อเข้าให้หมอตรวจรักษาโรคให้ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะอายุมากหรือว่าอายุน้อยแค่ไหนก็ตาม

และพ่อแม่ก็มักจะต้องปวดหัวเมื่อลูกเริ่มที่งอแง ไม่ยอมนั่งรออยู่เฉยแล้ว ซึ่งการต้องไปรอคิวเพื่อให้หมอตรวจรักษานั้นเป็นเหมือนกันทุกโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเอกชน หรือโรงพยาบาลของรัฐบาลก็ตาม

ดังนั้น เรามักจะเห็นว่าตามโรงพยาบาลมักจะมีสิ่งที่มาดึงดูดเด็กเด็กให้นั่งอย่างสงบไม่ซุกซนมากจนเกินไปด้วยการ เตรียมอุปกรณ์การวาดรูปและระบายสีมาเตรียมไว้ให้เด็กเด็กได้มีการสร้างสรรค์จินตนาการกันได้อย่างสนุกสนาน

โดยโรงพยาบาลแผนกเด็กทุกโรงพยาบาลจะมีการเตรียมที่นั่งสำหรับเด็กเอาไว้ รวมถึงจะมีกล่องสี

ซึงจะมีการเหลาเอาไว้ให้เรียบร้อยและบางที่ก็จะมีกบเหลาดินสอทิ้งเอาไว้ให้ด้วยเผื่อสีไม่แหลมหรือว่าเด็กทำสีหัก จะได้ทำการเหลาสีเองได้เลย และที่ขาดไม่ได้เลย คือกระดาษเปล่าที่ตัดเป็นสีเหลี่ยมจตุรัสขนาดครึ้งหนึ่งของกระดาษ A4  รวมถึงมีการปริ้นภาพการ์ตูนที่น่ารัก และเป็นการ์ตูนที่เด็กเด็กรู้จักทั้งสำหรับเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายเอาไว้ ให้เด็กเด็กได้หัดวาดรูปและระบายสี

ซึ่งวิธีการนี้ได้ผลเป็นอย่างมาก เมือเด็กเด็กมาถึงที่โรงพยาบาลก็มักจะมาตรงจุดวาดภาพระบายสีกันก่อนเลย และที่สำคัญเด็กทุกคนจะไม่เล่นเสียงดังเพราะต้องการทำสมาธิ ทุกคนจะตั้งใจระบายสีให้ออกมาสวย เพื่อที่จะได้นำภาพดังกล่าวไปอวดหมอกับพยาบาล และหมอกับพยาบาลจะมีการนำภาพที่เด็กวาดและระบายสีไปติดไว้ที่บอร์ดที่เตรียมเอาไว้ ทำให้เด็กภาพภูมิใจกับผลงานของตัวเองเป็นอย่างมาก

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าการที่ทางโรงพยาบาลนำงานศิลปะมาหลอกล่อเด็กไม่ให้ดื้อ และวิ่งเล่นเสียงดังนั้นช่วยได้เป็นอย่างมาก ศิลปะกับเด็กถือว่าเป็นของคู่กัน ยิ่งในเด็กเล็กเล็กที่อายุไม่เกิน 10 ขวบพวกเขาจะสนใจศิลปะวาดรูปกันมากกว่าอย่างอื่น ซึ่งเราในฐานะทีเป็นพ่อแม่ควรจะควรนั่งอยู่กับลูกใกล้ใกล้คอยแสดงความสนใจต่อสิ่งที่ลูกทำ จะทำให้ให้ลูกเกิดความภูมิใจที่มีคนสนใจในงานศิลปะของพวกเขา และทำให้ลูกมีความสุขและไม่รู้สึกเบื่อทีต้องนั่งรอหมอนานนาน

เด็กจะได้อะไรจากการเรียนศิลปะ

คุณเคยสังเกตไหมว่า เด็กเด็กที่มักจะชอบเกี่ยวกับศิลปะ

โดยเฉพาะการวาดภาพ ระบายสี ซึ่งเด็กเมื่อเริ่มหัดเรียนรู้สิ่งแรกที่พวกเขามักจะเรียนก่อนการอ่านออก เขียนได้คือการหัดวาดรูป  การหัดระบายสี ถึงแม้ว่ารูปที่วาดอะไรมาคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็มักจะมองไม่ออกว่าเป็นรูปอะไรก็ตาม

แต่เรามักจะเห็นเด็กเด็กมีความสุขเมื่อเขาได้วาดรูปหรือระบายสี หรือแม้แต่การเล่นละคร การร้องเพลง ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นศิลปะแทบทั้งสิ้น หลายหลายสถาบันที่รับดูแลสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 3 ขวบมักจะมีการสอนเด็กให้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะก่อนเป็นอันดับแรกเช่นกัน เรามาดูกันว่าศิลปะจะช่วยส่งเสริมเด็กอย่างไรได้บ้าง

  • เรามักจะสังเกตเห็นว่าเด็กที่ได้มีการเรียนศิลปะมาตั้งแต่เด็กเด็กนั้นจะเป็นเด็กที่มีจินตนาการสูง และเข้าใจอะไรง่าย  ไม่คิดเล็กน้อยและไม่ใช่เด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง เป็นคนมีเหตุผล
  • เด็กที่ได้เรียนศิลปะมาตั้งแต่เด็กนั้น มักจะสามารถคิดและพยายามที่จะหาคำตอบเอง ทำความเข้าใจกับสิ่งต่างต่างได้ง่าย เพียงแค่อธิบายให้ฟังหน่อยเดียวก็สามารถเข้าใจอะไรได้แล้ว
  • เด็กที่ได้เรียนศิลปะ มักจะกล้าที่จะแสดงออก กล้าพูดอย่างที่ตัวเองคิดและกล้าที่จะทำตามความรู้สึกของตัวเอง
  • เด็กที่ได้เรียนศิลปะ ในช่วงที่เด็กมีการเรียน เด็กจะได้รับการฝึกให้รู้จักคิดและวิเคราะห์ปัญหา และรวมถึงวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง และครูที่สอนศิลปะก็จะสอนความรู้ ความศัพท์เกี่ยวกับศิลปะให้เด็กเด็กทราบ การเรียนดนตรี การเรียนการแสดง  การเรียนเต้น ทุกสิ่งล้วนเป็นศิลปะแทบทั้งสิ้น
  • เด็กที่ได้เรียนศิลปะ โดยทางโรงเรียนเป็นผู้สอนการเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะให้ เด็กก็จะมีความสุขที่ได้ไปโรงเรียน ไม่รู้สึกว่าโรงเรียนนั้นน่าเบื่อจนเกินไป มีความต้องการที่อยากจะไปโรงเรียนบ่อยบ่อย
  • และข้อดีของการเรียนศิลปะทีไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ เด็กจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ระหว่างเด็กกับและเด็กกับผู้ใหญ่เพราะเขาจะได้เรียนเกี่ยวกับศิลปะกับเพื่อนเพื่อนที่อายุคราวเดียวกัน ทำให้ต้องปรึกษาพูดคุยกัน และความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่คือเมื่อทำงานศิลปะเสร็จแล้วเด็กมักจะนำมาอวดผู้ใหญ่ ซึ่งหากผู้ใหญ่ชมก็จะทำให้เขามีความสุข 
  • ศิลปะจะช่วยกล่อมเกลาจิตใจของเด็กให้เป็นคนอ่อนโยน 
  • ศิลปะจะช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจเมื่อเขาได้ทำผลงานสักชิ้นออกมาแล้วได้แสดงให้คนอื่นได้เห็นซึ่งนี่คือการฝึกการสร้างความมั่นใจให้กับเด็กเด็กตั้งแต่ยังเล็ก
  • การที่เด็กที่รักในงานศิลปะ พวกเขาจะมีสังคมของพวกเขาเองที่รักศิลปะด้วยกัน ซึ่งอาจจะมีการนัดรวมตัวกันเพื่อสร้างผลงานออกมาโชว์ ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นการฝึกการสร้างสังคมอย่างหนึ่ง