ศิลปะกับโรงพยาบาล

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยพาบุตรหลานไปหาหมอที่โรงพยาบาลกันมาบ้าง

ซึ่งการไปหาหมอที่โรงพยาบาลแต่ละครั้งต้องรอคิวนานมาก และเด็กเด็กก็มักจะมีความอดทน นั่งรออยู่เฉยเฉยได้น้อยมาก เรามักจะสังเกตเห็นว่าเพียงแค่ไม่ถึง 5 นาทีเด็กเกือบทุกคนจะเริ่มรู้สึกเบื้อหน่ายกับกับที่ต้องมานั่งรอคิวเพื่อเข้าให้หมอตรวจรักษาโรคให้ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะอายุมากหรือว่าอายุน้อยแค่ไหนก็ตาม

และพ่อแม่ก็มักจะต้องปวดหัวเมื่อลูกเริ่มที่งอแง ไม่ยอมนั่งรออยู่เฉยแล้ว ซึ่งการต้องไปรอคิวเพื่อให้หมอตรวจรักษานั้นเป็นเหมือนกันทุกโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเอกชน หรือโรงพยาบาลของรัฐบาลก็ตาม

ดังนั้น เรามักจะเห็นว่าตามโรงพยาบาลมักจะมีสิ่งที่มาดึงดูดเด็กเด็กให้นั่งอย่างสงบไม่ซุกซนมากจนเกินไปด้วยการ เตรียมอุปกรณ์การวาดรูปและระบายสีมาเตรียมไว้ให้เด็กเด็กได้มีการสร้างสรรค์จินตนาการกันได้อย่างสนุกสนาน

โดยโรงพยาบาลแผนกเด็กทุกโรงพยาบาลจะมีการเตรียมที่นั่งสำหรับเด็กเอาไว้ รวมถึงจะมีกล่องสี

ซึงจะมีการเหลาเอาไว้ให้เรียบร้อยและบางที่ก็จะมีกบเหลาดินสอทิ้งเอาไว้ให้ด้วยเผื่อสีไม่แหลมหรือว่าเด็กทำสีหัก จะได้ทำการเหลาสีเองได้เลย และที่ขาดไม่ได้เลย คือกระดาษเปล่าที่ตัดเป็นสีเหลี่ยมจตุรัสขนาดครึ้งหนึ่งของกระดาษ A4  รวมถึงมีการปริ้นภาพการ์ตูนที่น่ารัก และเป็นการ์ตูนที่เด็กเด็กรู้จักทั้งสำหรับเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายเอาไว้ ให้เด็กเด็กได้หัดวาดรูปและระบายสี

ซึ่งวิธีการนี้ได้ผลเป็นอย่างมาก เมือเด็กเด็กมาถึงที่โรงพยาบาลก็มักจะมาตรงจุดวาดภาพระบายสีกันก่อนเลย และที่สำคัญเด็กทุกคนจะไม่เล่นเสียงดังเพราะต้องการทำสมาธิ ทุกคนจะตั้งใจระบายสีให้ออกมาสวย เพื่อที่จะได้นำภาพดังกล่าวไปอวดหมอกับพยาบาล และหมอกับพยาบาลจะมีการนำภาพที่เด็กวาดและระบายสีไปติดไว้ที่บอร์ดที่เตรียมเอาไว้ ทำให้เด็กภาพภูมิใจกับผลงานของตัวเองเป็นอย่างมาก

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าการที่ทางโรงพยาบาลนำงานศิลปะมาหลอกล่อเด็กไม่ให้ดื้อ และวิ่งเล่นเสียงดังนั้นช่วยได้เป็นอย่างมาก ศิลปะกับเด็กถือว่าเป็นของคู่กัน ยิ่งในเด็กเล็กเล็กที่อายุไม่เกิน 10 ขวบพวกเขาจะสนใจศิลปะวาดรูปกันมากกว่าอย่างอื่น ซึ่งเราในฐานะทีเป็นพ่อแม่ควรจะควรนั่งอยู่กับลูกใกล้ใกล้คอยแสดงความสนใจต่อสิ่งที่ลูกทำ จะทำให้ให้ลูกเกิดความภูมิใจที่มีคนสนใจในงานศิลปะของพวกเขา และทำให้ลูกมีความสุขและไม่รู้สึกเบื่อทีต้องนั่งรอหมอนานนาน

มาเที่ยวเขาวงพระจันทร์ที่จังหวัดลพบุรีกันเถอะ 

สำหรับใครที่เคยไปเที่ยวภูกระดึงมาแล้ว  การมาเที่ยวที่เขาวงพระจันทร์แห่งนี้ก็จะได้อารมณ์การเดินเขาที่ไม่แตกต่างกันมากนัก

เพียงแต่วันการเดินเขาที่ภูกระดึงจะเดินไกลกว่าที่เขาวงพระจันทร์นิดหน่อย แต่อย่างไรก็แล้วแต่การที่ใครจะเดินขึ้นไปบนเขาวงพระจันทร์ได้นั้นก็ต้องมีความมุ่งมั่นเป็นอย่างมากเหมือนกัน เพราะด้วยความสูงของบันไดที่เราจะต้องเดินขึ้นไปถึง 3,790 ขั้น

โดยจุดมุ่งหมายในการมาเดินขึ้นเขาวงพระจันทร์กันนั้นก็เพื่อที่จะได้ขึ้นไปเคารพสักการะ รอยพระพุทธบาท  ซึ่งอยู่บนสูงสุดของยอดเขาวงพระจันทร์ 

ที่เขาวงพระจันทร์แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ในจังหวัดลพบุรี

เป็นวัดที่มีการสร้างไว้ด้านบนสุดของภูเขาซึ่งเป็นสถานที่ชาวบ้านจังหวัดลพบุรี  สระบุรี และจังหวัดใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือกันเป็นอย่างมาก ซึ่งรอยพระพุทธบาทที่อยู่บนยอดเขาของเขาวงพระจันทร์นั้น เป็นรอยพระพุทธบาทของแท้ ที่หาดูได้ยากยิ่ง โดยรอยพระบาทที่อยู่บนเขาวงพระจันทร์นี้เป็นรอยพระบาทที่สี่ และในทุกทุกปี

ชาวบ้านมักจะมีการจัดกิจกรรม  เดินขึ้นเขาวงพระจันทร์ ซึ่งเป็นเทศกาลที่จะจัดกันประมาณเดือน 3 ของทุกปี โดยในปีล่าสุดที่มีการจัดเทศกาลนมัสการรอยเท้าพระพุทธบาท นี้เพิ่งมีการจัดงานผ่านพ้นไปไม่นานนี้เอง โดยจัดกันเมื่อวันที่ 25 เดือนมกราคม ต่อเนื่องยาวมาจนถึงวันที่ 8 เดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2563 

สำหรับการขึ้นไปพิชิตยอดเขาวงพระจันทร์นั้นปกติก็เปิดโอกาสให้คนเดินขึ้นเขาไปเคารพสักการะรอยเท้าพระพุทธบาทกันได้ทุกวันอยู่แล้วแต่จะมีการกำหนดเวลาในการขึ้นลงเขาโดยจะให้ขึ้นเขาลงเขาตั้งแต่ตีห้าจนถึงหกโมงเย็นเท่านั้น แต่สำหรับการเดินขึ้นเขาวงพระจันทร์ในช่วงเทศกาลจะอนุญาตให้เดินขึ้นได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง 

และด้านล่างของทางขึ้นก็จะมีชาวบ้านมาตั้งร้านขายของกันเป็นจำนวนมาก ทำให้การเดินทางมาปีนเขาวงพระจันทร์ในช่วงเทศกาลจะคึกคักมากกว่าการมาเดินในช่วงเวลาอื่น เมื่อขึ้นไปถึงบนยอดเขา เราะจะสามารถขอพรให้ตัวเองประสบกับความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการงาน หรือความรักก็ได้

โดยมีความเชื่อว่าหากเราสามารถขึ้นเขาได้ครบ 3790 ขั้นแล้วละก็คำขอพรของเราจะสมหวัง ทำให้หลายคนต่างก็พากันมาลองพิชิตเขาวงพระจันทร์ดูสักครั้ง และเมื่อไปถึงจุดด้านบนสุด เราจะพบกับความร่มรื่น อากาศที่เย็นสบายและสามารถมองเห็นวิวของจังหวัดลพบุรีได้อีกด้วย

เด็กจะได้อะไรจากการเรียนศิลปะ

คุณเคยสังเกตไหมว่า เด็กเด็กที่มักจะชอบเกี่ยวกับศิลปะ

โดยเฉพาะการวาดภาพ ระบายสี ซึ่งเด็กเมื่อเริ่มหัดเรียนรู้สิ่งแรกที่พวกเขามักจะเรียนก่อนการอ่านออก เขียนได้คือการหัดวาดรูป  การหัดระบายสี ถึงแม้ว่ารูปที่วาดอะไรมาคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็มักจะมองไม่ออกว่าเป็นรูปอะไรก็ตาม

แต่เรามักจะเห็นเด็กเด็กมีความสุขเมื่อเขาได้วาดรูปหรือระบายสี หรือแม้แต่การเล่นละคร การร้องเพลง ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นศิลปะแทบทั้งสิ้น หลายหลายสถาบันที่รับดูแลสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 3 ขวบมักจะมีการสอนเด็กให้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะก่อนเป็นอันดับแรกเช่นกัน เรามาดูกันว่าศิลปะจะช่วยส่งเสริมเด็กอย่างไรได้บ้าง

  • เรามักจะสังเกตเห็นว่าเด็กที่ได้มีการเรียนศิลปะมาตั้งแต่เด็กเด็กนั้นจะเป็นเด็กที่มีจินตนาการสูง และเข้าใจอะไรง่าย  ไม่คิดเล็กน้อยและไม่ใช่เด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง เป็นคนมีเหตุผล
  • เด็กที่ได้เรียนศิลปะมาตั้งแต่เด็กนั้น มักจะสามารถคิดและพยายามที่จะหาคำตอบเอง ทำความเข้าใจกับสิ่งต่างต่างได้ง่าย เพียงแค่อธิบายให้ฟังหน่อยเดียวก็สามารถเข้าใจอะไรได้แล้ว
  • เด็กที่ได้เรียนศิลปะ มักจะกล้าที่จะแสดงออก กล้าพูดอย่างที่ตัวเองคิดและกล้าที่จะทำตามความรู้สึกของตัวเอง
  • เด็กที่ได้เรียนศิลปะ ในช่วงที่เด็กมีการเรียน เด็กจะได้รับการฝึกให้รู้จักคิดและวิเคราะห์ปัญหา และรวมถึงวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง และครูที่สอนศิลปะก็จะสอนความรู้ ความศัพท์เกี่ยวกับศิลปะให้เด็กเด็กทราบ การเรียนดนตรี การเรียนการแสดง  การเรียนเต้น ทุกสิ่งล้วนเป็นศิลปะแทบทั้งสิ้น
  • เด็กที่ได้เรียนศิลปะ โดยทางโรงเรียนเป็นผู้สอนการเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะให้ เด็กก็จะมีความสุขที่ได้ไปโรงเรียน ไม่รู้สึกว่าโรงเรียนนั้นน่าเบื่อจนเกินไป มีความต้องการที่อยากจะไปโรงเรียนบ่อยบ่อย
  • และข้อดีของการเรียนศิลปะทีไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ เด็กจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ระหว่างเด็กกับและเด็กกับผู้ใหญ่เพราะเขาจะได้เรียนเกี่ยวกับศิลปะกับเพื่อนเพื่อนที่อายุคราวเดียวกัน ทำให้ต้องปรึกษาพูดคุยกัน และความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่คือเมื่อทำงานศิลปะเสร็จแล้วเด็กมักจะนำมาอวดผู้ใหญ่ ซึ่งหากผู้ใหญ่ชมก็จะทำให้เขามีความสุข 
  • ศิลปะจะช่วยกล่อมเกลาจิตใจของเด็กให้เป็นคนอ่อนโยน 
  • ศิลปะจะช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจเมื่อเขาได้ทำผลงานสักชิ้นออกมาแล้วได้แสดงให้คนอื่นได้เห็นซึ่งนี่คือการฝึกการสร้างความมั่นใจให้กับเด็กเด็กตั้งแต่ยังเล็ก
  • การที่เด็กที่รักในงานศิลปะ พวกเขาจะมีสังคมของพวกเขาเองที่รักศิลปะด้วยกัน ซึ่งอาจจะมีการนัดรวมตัวกันเพื่อสร้างผลงานออกมาโชว์ ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นการฝึกการสร้างสังคมอย่างหนึ่ง

สถานที่ที่สุดพิศวงที่ไม่มีคำตอบ

นอกจากเรื่องราวและสถานที่ที่ลึกลับที่มีมากมายอยู่บนโลกใบนี้แล้วสถานที่เหล่านั้นมันอยังมีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ให้กับนักโบราณคดีและได้ให้นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นหาคำตอบอย่างเช่นราชณีที่หายไปไปจนถึงแผนที่ตามล่าหาสมบัติโบราณแต่มันก็ไม่ได้หยุดความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์เราได้เลย จึงทำให้ทุกวันนี้เรายังคงค้นหาคำตอบกันอยู่

เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งไอร์แลนด์อยู่ที่ไหนกัน

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์เซนต์แพทริก ของเหล่ากลุ่มอัศวิน ผู้ถูกก่อตั้งโดยพระเจ้าจอร์จที่ 3ในปีค.ศ. 1783ได้ถูกส่งมอบให้กับอัศวินในปี1830และยังรวมไปถึงตราของแกรนด์มาสเตอร์ด้วย ซึ่งได้ทำมาจากเพรชบราซิลขาว400เม็ดเรียงกันให้มันเป็นรูปทรงดาว8เหลี่ยม

โดยมีมรกตและมีอัญมณีอยู่ตรงกลางเหรี่ยญตราทำมาจากทองคำ24 กะรัตเพชรมรกตทับทิมวันนี้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งสองชิ้นนี้มีมูลค่าอย่างน้อย40ล้านบาทแต่มันยังติดปํญหาอยู่อย่างหนึ่งก็คือพวกมันได้หาไปในปี1907ได้หาไป

จากในปราสาทเพราะว่าได้มีคนแอบเข้ามาขโมยมันเอาออกไปได้ถึงแม้ว่าจะมีการตามหาเครื่องเพชรที่หายไปนี้อยู่หลายต่อหลายครั้งแต่อย่าวไรก็ไม่พบร่องรอยของมันเลยตั้งแต่วันนั้น ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้ได้เกิดคำถามว่าพวกมันยังคงอยู่ใน ไอร์แลนด์ หรือไม่แล้วถ้ามันไม่อยู่มันจะไปอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้

สุสานคลีโอพัตรา

คลีโอพัตรา เป็นหนึ่งผู้หญิงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์และได้เป็นฟาโรคนสุดท้ายของอียิปต์โบราณแต่สถานที่ของฝั่งคลีโอพัตราก็กลับกลายมาเป็นเรื่องปริศนาและเป็นที่เชื่อกันว่าในช่วงการโจมตีของโรมันประมาณปีหลัง คริสต์ศักราช คลีโอพัตราก็ได้ฆ่าตัวตายโดยใช้พิษงู

และก็ถือว่าเป็นวิธีการตายที่โหดไม่น้อยเลยโดยร่างของเธอนั้นได้ถูกอาบน้ำยาดองศพและได้ฝังเอาไว้ข้างศพคนรักของเธอที่ ชื่อว่ามาร์ค แอนโทนี แต่หลุมฝังศพของเธอนั้นก้ได้หายไปเป็นพันๆปีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นักโบราณคดีเชื่อว่าพวกเขาก็ได้เข้าไกล้การไขปริศนานี้แล้วด้วยการขุดค้นในน้ำและในทะเลทรายแต่เนื่องด้วยภูมิประเทศนั้นก้ได้มีความที่แตกต่างกันไปมากเทียบกับในตนที่เธอนั้นยังคงมีชีวิตอยู่

ดังนั้นสำหรับในการขุดค้นพบบของสุสานคลีโอพัตราถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัตศาสตร์ทางโบราณคดีมันก็จึงไม่แปลกเลยที่นักวิจัยมากมายถึงงจะต้องได้ทำงานกันอย่างหนักเพื่อที่จะได้ไขปริศนาตรงนี้และยังเป็นที่หน้าสนใจขงเหล่านักโบราณคดีอีกมากมาย

เส้นแนวเขตที่สำคัญที่มีการแย่งกันระหว่างประเทศ

ทะเลจีนใต้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมหาสารเพราะได้มีการคำนวนกันแล้วว่าในที่บริเวณนี้เป็นเส้นทางการเดินเรือมาถึง1ใน3ของโลกดังนั้นการค้าระหว่างประเทศในน่านน้ำแห่งนี้ก็เลยสร้างรายได้มหาสารราวๆ5.3ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีหรือประมาณ165ล้านล้านบาทมากกว่างบประมาณของประเทศเราต่อปีเป็นร้อยๆเท่า

ระบบนิเวททางทะเลตรงนี้ก็ว่ากันว่ามีคามหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าระบบนิเวททางทะเลในจุดอื่นๆทำให้นอกจากการขนส่งสินค้าผ่านหน้าน้ำนี้แล้วการประมงก็ถือว่าเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคแถบนี้อีกด้วย

ทุกๆคนคับประเทศก็เหมือนบ้านจะบอกว่าบ้านเรามีพื้นที่ถึงไหนเราก็จะต้องมีหลักฐานมาโชว์ให้ร็ว่าคุณจะมาบุกรุกบ้านเราไม่ได้แต่บ้านคนมันง่ายเพราะมันไม่ใหญ่มากแต่ สำหรับประเทศมมันอาจจะดูเหมือนจะคล้ายๆกัน

แต่ว่ามันใหญ่กว่ามากโดยทั่วไปแล้วเราจะแบ่งด้วยการใช้เส้นแบ่งเขตแดนตามธรรมชาติในอดีตเป็นต้นมา เช่น ภูเขา แม่น้ำ ป่า แนวหลักๆว่ามันสิ้นสุดที่เขตป่านี้เป็นของประเทศนี้พอออกจากป่านี้เป็นของประเทศนี้แบบนี้เป็นต้น

อย่างของอเมริกา สหรัฐอเมริกา แคนาดา ของเขานั้น

ได้ตีเป็นเส้นตรงแล้วก็มีการทำด่านพรมแดนว่าจะผ่านเข้าออกตรงนี้คือสหรัฐอเมริกา ตรงนี้คือ แคนาดา แน่นอนว่าบนบกว่ายากแล้วแต่มันยังไม่ยากเท่ากับพื้นที่ที่อยู่ติดกับทะเลเพราะว่าพรมแดนหรือว่าเส้นแบ่งในทะเลมันคงไม่พอแน่นอนและใครจะไปวัดกันได้หลังๆมาจะต้องใช้ภาพจากดาวเทียม

เพราะฉะนั้นเราทุกคนจะต้องจำคำนี้เอาไว้ว่าเป็นเขตเศรษฐกิจจําเพาะหรือเรียกย่อๆว่าEEZนั้นเองตามกฏหมายทางทะเลEEZหรือว่าเขตเศรษฐกิจจําเพาะของแต่ละประเทศจะกินอาณาเขตบริเวณประมาณ200ไมล์ทะเลหรือประมาณ270กิโลเมตรนับจากเส้นชายฝั่งของประเทศนั้นๆเขตดังกล่าวจะสงวนไว้ให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของชายฝั่งมีสิทธิ์อธิปไตยแสวงประโยชน์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้เพียงผู้เดียวตามอาณาเขตนั้นยกเว้นแค่การเดินเรือการบินจะไม่อยู่ในสิทธิ์อธิปไตยของรัฐชายฝั่ง

ซึ่งเจ้าEEZที่ทำให้ทะเลจีนใต้กลายเป็นข้อพิพาทที่ทำให้ประเอเชียต้องตกอยู่ภายใต้ตึงเครียดกันมาหลายสิบปีแล้วไม่ใช่เพียงเพราะว่าพื้นที่ที่พิพาทมีทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้นแต่มันยังรวมไปถึงศักดิ์ศรีเป็นชาตินิยมศักดิ์ศรีความยิ่งใหญ่ของชาตินั้นๆอีกด้วย

จากนั้นเรามาดูภาพนี้กันเลยนี้คือเส้นแสดงการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ต่างๆของทะเลจีนใต้ในปัจจุบันจากนั้นคุณจะเห็นเส้นสีแดงมันคือพื้นที่ที่ประเทศจีนได้มีการลากของเขาเพราะฉะนั้นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิ์การครอบครองดินแดนเหนือ หมู่เกาะสแปรตลี

วัฒนธรรมของจีนเป็นอย่างไรบ้าง 

ประเทศจีนมีขนาดพื้นที่ที่ปกคลุมใหญ่มากซึ่งแต่ละพื้นที่จะแบ่งเขตของคนในประเทศเป็นลักษณะ ที่มีขนาดย่อมย่อม เนื่องจากลักษณะทางสังคมวัฒนธรรมของพวกเขานั้นมีการดำรงชีวิตไม่ว่าจะเป็นค่านิยมหรือระบบของการทำงานก็ตามแต่เท่ากับว่า มีความแตกต่างกันมากพอสมควรซึ่งสำหรับคนที่อยู่จะต้องศึกษาในกฎระเบียบของประเทศของเขาให้เป็นอย่างดีเพราะทุกสิ่งทุกอย่างจำเป็นและสำคัญต่อ ประชากรในประเทศของเขาเป็นอย่างมาก 

การปฏิบัติวัฒนธรรมและธรรมเนียมของพวกเขามีดังนี้ 

หากเราต้องการไปติดต่อธุรกิจไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตามเราควรศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจนั้นนั้นและธรรมเนียมปฏิบัติของประเทศของเขาให้ดีเพื่อจะได้ไม่ทำผิดต่อกฎระเบียบของเค้าได้นั่นเอง 

วิธีการทักทายกับคนจีนมีดังนี้ 

การทักทายหรือการพบปะนั้นจะต้องอาศัยคำสรรพนามที่ถูกต้องซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญการรักษาหน้าตา บ่งบอกถึงการให้เกียรติดังนั้นเราไม่ควรที่จะทำให้ผิดหรือเสื่อมเสียสำหรับการพูดคุยในครั้งนั้นเพราะอาจจะสร้างปัญหาใหญ่ในภายภาคหน้าได้ 

การทักทายหรือการพูดควรทำดังนี้ 

ผลเลือดคำทักทายให้เหมาะสมไม่ควรเรียกแซเฉยเฉยโดยไม่ลำดับตามอาวุโสซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีการที่ใช้กับเพื่อนเท่านั้นดังนั้นหากมีการผิดพลาดอาจส่งผลเสียให้กับเราได้ซึ่ง วิธีการในการพูดเป็นสิ่งสำคัญเป็นอันดับแรก 

หากเรามีอายุน้อยกว่าควรพูดจาให้ระวังหรือจะต้องกระทำการทักทายก่อนในการพูดในแต่ละครั้งควรลุกยืนเพื่อเป็นการอธิบายหากมีการคงคำนับให้เราก้มหัว หรือศรีษะเพื่อเป็นการเคารพ 

ในการพูดเรานั้นไม่ควรใช้มือปิดปากหรือป้องปากหรือทำกิริยาที่ไม่เหมาะสมที่บ่งบอกถึงการนินทา ไม่ควรพูดเบาเกินไปหรือดังเกินไปเพราะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือการให้เกียรตินั่นเอง 

เราควรจะมีการสำรวมตนเองและมีความอ่อนน้อมถ่อมตน สำหรับการคุยหรือการเจรจากับชาวจีนและไม่ควรพูดจาไม่ให้เกียรติหรือลามกหากมีการพูดคุยแบบขำขันก็ควรเลือกเรื่องที่เหมาะสมไม่เจาะจงหรือแสดงบริกรรมที่ไม่ดีออกมานั่นเอง 

การทานอาหารหรือวิธีการกินบนโต๊ะอาหารมีดังนี้ 

สำหรับชาวจีนนั้นให้ความสำคัญเรื่องบนโต๊ะอาหารมากเป็นพิเศษเพราะในอดีตพวกเขานั้นต้องเจอกับสภาวะที่ไม่ค่อยดีนักดังนั้นอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ใช่แค่กินเพื่อประทังชีวิตแต่ยังเป็นความสำคัญโดยการอิ่มหนำ ดังนั้นหากกินอยู่ไม่ควรพูดคุยเรื่องอัดหนักหรือไม่ควรหารือในวงอาหารควรทานอาหารให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วค่อยมาคุยเรื่องธุระเรื่องที่สำคัญ