ตำนานFrrancisco Pizarroบุกยึดชาวอินคาเพื่อต้องการทองคำ

ซึ่งที่ได้ทำให้ชาวอินคาได้มีความรุ่งเรืองมากที่สุดในตอนนั้นนั่นก็คือชาวอินคาได้เป็นชนเผ่าที่ได้ครอบครองทองบริสุทธิ์มากที่สุดในโลกนั่นเอง ซึ่งในตอนนั้นหลังจากที่Frrancisco Pizarroได้พบเจอกับชาวอินคาและชาวอินคาก็ได้มีความเชื่ออยู่หนึ่งอย่างนั่น

ก็คือพระผู้เป็นเจ้าหรือคนที่พวกเขาได้นับถือจะส่งคนที่มีผิวขาวรูปร่างสูงใหญ่และมีหนวดเคาได้เข้ามาหาพวกเขาพร้อมกับช่วยพัฒนาในด้านวัฒนธรรมเข้าในด้านนวัตกรรมหรือในด้านต่างๆที่จะทำให้ชนเผ่าของพวกเขานั้นได้มีความเจริญมากยิ่งขึ้น

เขาก็เลยได้คิดว่าFrrancisco Pizarroได้เป็นบุคคลที่พระเจ้าเป็นคนส่งมาแต่ในความเป็นจริงแล้วอย่างที่เราได้กล่าวไปข้างต้นว่าFrrancisco Pizarroนั้นเขาต้องการที่จะเข้ามาทำการสำรวจพื้นที่และในยุคนนั้นมันได้เป็นยุคที่ได้เป็นการล่าอานานิคมฉะนั้นแล้วเป้าหมายของFrrancisco Pizarroที่เขาได้เข้าไปสำรวจในพื้นที่ตอนนั้นนั่นก็คือ

การเข้ามายึดพื้นที่หรือการล่าอนานิคม ซึ่งในตอนนั้นเองชาวเผ่าอินคาเขาก็ไม่ได้คิดอย่างงั้น เขาก็เลยได้จัดพิธีต้อนรับเป็นอย่างดีให้ทางFrrancisco Pizarroและทีมสำรวจของเขาได้เข้ามาในชนเผ่าและได้มีการเลี้ยงต้อนรับกันอย่างใหญ่โต ซึ่งFrrancisco Pizarroเขาก็ได้ตีเนียนทำเป็นว่าเรามาเป็นมิตรเรามาเพื่อที่จะช่วยเหลือ

แต่ในความเป็นจริงแล้วด้านFrrancisco Pizarroและทีมนักสำรวจของเขาเขากำลังจับตาจำนวนกำลังพลของคนชาวเผ่าอินคาและอาวุธที่ชาวอินคามีอยู่ว่า ถ้าเราได้กลับมาที่เมืองๆนี้อีกครั้งหนึ่งเราจะสามารถเข้าตีและเราจะสามารถสู้พวกเขาได้ไหมปรากฏว่าหลังจากที่ได้มีการสำรวจไปแล้ว

ชาวอินคามีจำนวนคนและอาวุธยุทโทปกรณ์น้อยกว่าของทีมFrrancisco Pizarroมาก จากนั้นFrrancisco Pizarroก็เลนมั่นใจว่า ถ้าเขาได้กลับมาอีกครั้งเขาจะสามารถยึดเมืองอินคาอยู่ในอนานิคมของชาวสเปนได้อย่างแน่นอนและในระยะเวลาหลังจากนั้นต่อมาที่Frrancisco Pizarroก็ได้กลับไปที่ฐานที่มั่นของตัวเอง

และได้กลับเข้ามาที่ชาวอินคาอีกครั้งจากนั้นFrrancisco Pizarroเขาก็ได้บุกเข้าโจมตีอีกครั้งอย่างที่ไม่รีรอและได้เข้ายึดเมืองอินคาจนสำเร็จพร้อมกับFrrancisco Pizarroได้ยึดตัวกษัตริย์ของชาวอินคานำมาเป็นตัวประกันเพื่อที่จะเรียกร้องค่าถอยอีกด้วย

โดยตรงนี้ตามข้อมูลแล้วเขายังได้บอกเอาไว้อีกว่าFrrancisco Pizarroเขาต้องการจำนวนทองคำจำนวนหนึ่งเขาก็เลยประกาศออกไปว่าถ้าพวกเจ้าต้องการกษัตริย์ของเจ้าคืนพวกเจ้าจะต้องนำเอาทองจำนวนหนึ่งมาให้กับข้าและข้าก็จะปล่อยกษัตริย์ของพวกเจ้าไป

 

สนับสนุนโดย  entaplayทางเข้า

ตำนานรามายณะ

เรื่องราวการค้นพบแนวหินที่ดุเหมือนคล้ายกับสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศอินเดียและประเทศศรีลังกาที่ทางนาซาได้เป็นผู้ถ่ายนี้ขึ้นมาเองจากดาวเทียมของทางนาซา สำหรับนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ยังคงเป็นเรื่องที่ได้มีการถกเถียงกันอยู่ที่เกี่ยวกับสะพานแห่งนี้

รวมไปถึงตำนานรามายณะที่ได้ถูกเขียนเอาไว้ในคัมภีร์พระเวทว่ามันเคยเป็นเรื่องที่ได้เกิดขึ้นมาจริงหรือไม่ ถึงคงแม้ว่าเรื่องราวในการต่อสู่มันจะถูกเคียงกับเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ที่ได้เป็นหารต่อสู้กันในระหว่าง ชาวมาลายัน

และ ชาวดราวิเดียนจากการพบหลักฐานแล้วได้บอกเอาไว้ว่ามันคือเรื่องจริงที่มันได้เคยเกิดขึ้นแต่สำหรับนักวิจัยมนุษย์ต่างดาวกลับได้มีความน่าสนใจไปมากกว่านั้น ชาวมาลายัน ซึ่งน่าจะคือกลุ่มของพระรามได้มีบันทึกว่าได้สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าที่ได้มาจากบนฟ้า

พวกเขาได้มายานพาหนะที่เรียกว่าวิมานะสามารถบินในอากาศได้ก่อนที่มนุษย์ในยุคปัจจุบันจะสามารถค้นพบเครื่องบินนับหมื่นนับแสนปียานวิมานะของงพวกเขาได้มีความใกล้เคียงกันกับยูเอฟโอของมนุษย์ต่างดาวแถมอาวุธของพวกเขาที่ได้นำเอามาใช้ในการต่อสู้กันยังได้มีอนุภาพที่ร้ายแรงเทียบเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์

อีกทั้งยังได้มการค้นพบสารกัมมันตรังสีในเมืองโบราณที่ได้ล่มสลายเหล่านี้ด้วยสะพานพระรามในตำนานรามายณะได้ถูกสร้างขึ้นด้วยกองทัพว่านอน เมื่อประมาณ1.75ล้านปีก่อนข่าวจากนาซาองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐที่ได้เคยเผยแพร่ภาพของสะพานโบราณ ซึ่งได้มี่อายุกว่า1.75ล้านปี

ที่ได้เชื่อมต่อระหว่างอินเดียกับศรีลังกาได้ถูกนำเอากลับมาเผยแพร่ใหม่อีกครั้ง เมื่อวันที่4มีนาคม ปี2016 ถึงแม้ว่าข่าวดังกล่าวมันจะถูกกล่าวถึงมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี2002 ซึ่งมันได้เป็นช่วงเวลาที่อินเตอร์เน็ตมันก็ได้เริ่มเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลกสะพานพระรามตามตำนานรามายณะได้อ้างว่ากองทัพว่านอนและหนุมานได้เป็นผู้สร้างขึ้น

โดยได้ก่อรากฐานด้วยท่อนไม้ก่อนที่จะก่อทัพด้วยก้อนหินชิ้นน้อยใหญ่เพื่อให้กองทัพของพระรามสามารถที่จะเดินทางข้ามทะเลไปช่วยเหลือนางสีดาจากทศกัณฐ์ที่กรุงลงกาได้ เมื่อราวปลายปี2002 ทานาซาก็ได้เผยแพร่ภาพจากอวกาศของช่องแคบ

ซึ่งก็ได้แสดงให้เห็นถึงแนวสันทรายที่ได้เชื่อมต่อกับเกาะศรีลังกาและเกาะอินเดียได้อย่างชัดเจนภาพดังกล่าวได้ถูกนำเอาไปโยงกับตำนานรามายณะที่ได้กล่าวมาข้างต้นพร้อมกับแต่งเติมเรื่องราวเข้าไปอีกว่านาซาได้เป็นผู้ยืนยันอีกว่าสะพานดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์เมื่อประมาณ1.75ล้านปีก่อน

 

ขอขอบคุณ  ทางเข้า entaplay  ที่ให้การสนับสนุน

เมืองที่เรามองไม่เห็นหรือบเมืองลับแล

ซึ่งเราอยากจะบอกว่าเรื่องตำนานของเมืองลับแลนั้นมันไม่ใช่ว่ามันจะเป็นที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทยแต่คำว่าเมืองลับแลของเรานั้นเราได้เปรียบเสมือนว่ามันได้เป็นเมืองโบราณที่เราไม่สามารถที่จะพบเจอได้หรือเป็นเมืองที่ไทด้หลบซ้อนอยู่แต่เรานั้นไม่สามารถที่จะหามันเจอซึ่งตรงนี้มันเป็นความหมายของเมืองลับแลในความคิดของเรา

ซึ่งเรื่องนี้มันได้มีการอ้างอิงมาจากเรื่องตำนานพญานาคด้วยเพราะว่าสถานที่ที่เขาได้มีการพูดถึงกันเยอะมากที่สุดคือป่าคำชะโนดมันได้มีเรื่องของพญานาคอยู่แต่ว่าเราจะไม่พูดถึงเรื่องของพญานาคแต่เราจะพูดถึงเรื่องเมืองที่เรามองไม่เห็นเท่านั้น

ถ้าจะให้พูดถึงเมืองลับแลเราขอแยกเป็นบางกรณีๆไป สำหรับกรณีแรกก็คือเรื่องของความเชื่อคือคนเฒ่าคนแก่หลายๆภูมิภาคเขาก็ได้มีการเล่าต่อกันมาเล่าถึงเรื่องเมืองลับแลเมืองที่เคยมีการพบเจอและอยู่ดีๆวันใดวันหนึ่งเมืองแห่งนี้มันได้หายไปเพราะด้วยเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งบางก็ว่าหายไปเป็นสิบปีแต่กลับมาอีกทีมาบอกว่าพึ่งจะเข้าป่าไปหนึ่งชั่วโมง

บางคนก็ชอบหลงป่าบางคนก็ได้ไปเจอเมืองๆหนึ่ง ซึ่งมันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้มันจะมีอยู่เมือง เมืองหนึ่งที่ได้อยู่ในกลางป่าใหญ่และคำพูดของผู้หลักผู้ใหญ่บางคนเขาก็ได้บอกว่าการแต่งตัวมันเหมือนย้อนยุคไปเลยแต่งตัวเป็นชุดราชสีขาวโจงกระเบนและมันอยู่ในป่า ซึ่งมันยิ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแรง

ซึ่งตรงนี้ทเราก็เลยไปสืบหาข้อมูลมาเบื้องต้นเขาได้บอกว่าตำนานเกี่ยวกับเมืองลับแลที่ได้มีคนพูดถึงเยอะมากที่สุดและได้มีคนเชื่อทกันมาที่สุดนั้นก็คือมันจะอยู่ที่ป่าคำชะโนดในจังหวัดอุดรธานีแต่ตรงนี้เขาก็ยังยื่นยันว่าเมืองลับแลมันได้มีอยู่ทุกๆที่มันไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีอย่างเดียว

แต่สถานที่นี้คือได้มีชื่อเสียงและดังมากที่สุดนั่นเสองถ้าจะเอาตามตำนานที่ได้มีคนแก่เขาได้เล่ากันต่อๆกันมาและได้เชื่อกันมาที่สุด ซึ่งเขาได้เล่าเอาไว้ว่าคนพื้นเมืองในสมัยก่อนนั้นที่เขาได้อาศัยอยู่ในพื้นรบริเวณป่าเขาก็จะมีวิถีการดำรงชีวิตทั่วไปก็คือการเข้าป่าเพื่อหาอาหารหาหน่อไม้ล่าสัตว์เพื่อนำเอามาประกอบอาหารในการประทังชีวิต

และก็ได้เข้าไปเอาน้ำที่แม่น้ำลำธารเพื่อเอามาใช้เพื่อนำเอามาดื่มเขาก็จะมีวิถีประมาณนี้สำหรับคนที่ได้ใช้อยู่ใกล้ๆป่าหรืออยู่ในป่าเป็นสิบๆปีและคนเล่านี้เขาก็จะชำนานทางในป่ามากก็คือใช้ชีวิตอยู่ตรงนี้ยังไงมันก็ไม่มีทางหลงอย่างแน่นอน

 

สนับสนุนโดย  entaplay pantip

ตำนาน ยักษ์โกไลแอธ

          สำหรับตำนานของยักษ์ทั่วโลกที่มีการพูดถึงกันมากตนหนึ่งนั้นก็คือ ตำนานของยักษ์ที่มีชื่อว่า โกไลแอธ  เนื่องจากมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับยักษ์โกไลแอธ ว่าได้มีหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่เป็นเด็กเลี้ยงแกะที่มีชื่อว่า เดวิด และยักษ์ที่เป็นชาว ฟิริสไทม์ ที่มีชื่อเรียกว่า ยักษ์โกไลแอธ

ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการบันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลของศาสนาคริสต์ โดยในตำนานมีการบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ว่า ยักษ์โกไลแอธ ได้เดินทางมาระรานชาวเอสราเอล และยังมีการท้าประลองกับนักสู้ของประเทศอิสราเอลทุกคนด้วยว่าหากใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่ง

ก็ให้มาต่อสู้กับตนเอง และแน่นอนว่าต่อให้เก่งกาจมากแค่ไหน แต่ก็คงไม่มีใครอยากทีจะต่อสู้กับยักษ์แน่นอน ดังนั้น ในวงล้อมที่มีผู้คนอยู่เยอะแยะเต็มไปหมดจึงไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปต่อสู้กับยักษ์โกไลแอธเลย

จนในที่สุดก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเขาเดินฝ่าวงล้อมเข้าไปเพื่อไปยืนต่อหน้าของยักษ์โกไลแอธ ซึ่งเด็หนุ่มคนดังกล่าวนั้น มีอาวุธเพียงแค่หินก้อนเดียวเท่านั้น ในขณะที่ยักษ์โกไลแอธนั้นมีอาวุธครบมือเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีแค่หินแค่ก้อนเดียวเท่านั้น แต่เด็กหนุ่มคนดังกล่าวก็สามารถเอาชนะเจ้ายักษ์โกไลแอธได้ด้วยการขว้างก้อนหินในมือไปโดนที่หน้าผากของยักษ์โกไลแอธ

เข้าอย่างจังจนทำให้มันล้มลงและสามารถเอาชนะยักษ์โกไลแอธได้ในที่สุด และถึงแม้ความเชื่อนั้นจะมีการระบุเอาไว้ว่าโกไลแอธ นั้นคือยักษ์ที่มีรูปร่างที่สูงใหญ่ แต่ความเป็นจริงแล้ว ยักษ์โกไลแอธ อาจจะไม่ใช่ยักษ์จริงจริงก็ได้ นั่นก็เพราะว่าตามข้อมูลแล้วยักษ์โกไลแอธ นั้นมีความสูงเพียงแค่ 2-3 เมตรเท่านั้นเอง

ซึ่งหากเมื่อนำความสูงของยักษ์โกไลแอธไปเทียบกับความสูงของยักษ์ตัวอื่นอื่นนั้น ความสูงของยักษ์โกไลแอธ กลายมาเป็นยักษ์แคระไปเลยทีเดียว ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่ายักษ์โกไลแอธ นั้นก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดา ที่มีความสูงเกินมาตรฐานของคนทั่วไปเท่านั้นเอง

        อย่างไรก็ตามตำนานความเชื่อเกี่ยวกับยักษ์โกไลแอธ นี้ยังคงมีอยู่และยังคงมีการเผยแพร่กันอย่างกว้างขวางในกลุ่มของคนที่นับถือศาสนาคริสต์ เพราะจะมีคำสอนและมีการพูดถึงยักษ์โกไลแอธ นี้อยู่มาจนถึงปัจจุบัน 

ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องจริงที่นำมาสร้างเป็นตำนานเพียงแต่อาจจะมีการดัดแปลงจากคนธรรมดาให้กลายมาเป็นยักษ์เนื่องจากรูปร่างที่สูงใหญ่ของโกไลแอธ มีความใหญ่โตคล้ายกับยักษ์นั่นเอง

 

ขอขอบคุณ รวมเว็บหวยออนไลน์  ที่ให้การสนับสนุน

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้มีเหตุการณ์น้ำท่วมโลกจริงหรือเปล่า

ในอดีตนั้นได้เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่และพื้นที่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากน้ำเริ่มแห้งก็คือภูเขาอารารัต ซึ่งเราว่ามันน่าแปลกใจมากเลยว่าในตำนานที่คนเฒ่าคนแก่หรือที่ได้บอกต่อกันมาได้พูดถึงกันว่าได้มีเรือโนอาได้เข้ามาจอดที่ตรงจุดนี้และมันได้ไปตรงกันกับในพระคัมภีร์ ไบเบิล

และยังได้มีการค้นพบซากเรือโบราณที่อยู่บนภูเขาอารารัตอีกด้วยและในช่วงที่เรากำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกเรือโนอา คือจะบอกว่าตำนานนี้มันไม่ได้มีมาแค่ในช่วง200ปีคือการตามหาเรือโนอาหรือหลักฐานที่ได้บอกว่าได้มีการค้นพบมันมีมาตั้งแต่ประมาณ5-800ปีที่แล้ว

ในบันทึกที่เก่าที่สุดที่เราได้ไปหาข้อมูลมาแล้วเจอมาเขาได้บอกเอาไว้ว่าในช่วงศตวรรษที่14ประมาณปี1356ได้มีหนังสือที่ชื่อว่าTrcvel of Sir john Mandevilleในหนังสือเล่มนั้นได้เล่าว่าได้มีนักบวชคนหนึ่งได้เก็บเศษไม้โบราณจากยอดเขาอารารัตได้แต่ว่าตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครรู้ว่าSir john Mandevilleในหนังสือคือใคร

และได้มีตัวตนจริงหรือเปล่าแต่มันได้มีหนังสือเล่มนี้จริงๆอยู่บนโลก ซึ่งตามที่ได้มีการบันทึกเอาไว้ของSir john Mandevilleเก่ามากที่สุดใช่หรือไม่ในช่วงตั้งแต่ระยะเวลาปี1300กว่าๆจนถึงปี2000ต้นๆที่เราเห็นที่ยังได้มีการค้นคว้าหาความลับเกี่ยวกับเรื่องของเรือโนอาแล้วก็อดีตที่ผ่านมามันเคยมีน้ำท่วมโลกจริงหรือเปล่า

แต่ข้อมูลตรงนี้มันค่อนข้างที่จะเยอะมากๆและเราก็อยากจะบอกว่าตำนานของเรือโนอานี้ได้มีการกล่าวถึงเรื่องน้ำท่วมโลกแล้วในอดีตมันได้มีน้ำท่วมโลกจริงหรือเปล่าตามข้อมูลที่ได้เราได้ไปหามาเราขอบอกเลยว่าเคยแต่มันอาจจะไม่ได้รุนแรงถึงขนาดน้ำท่วมโลกทั้งใบโดยที่ไม่มีพื้นดินอยู่เลย

มันก็คงจะไม่ขนาดนั้นแต่มันได้เคยมีเหตุการณ์ใหญ่ที่ล้างบางมนุษย์และสัตว์จนได้เกิดเป็นทะเลที่หนึ่งขึ้นมาที่ได้มีชื่อว่า ทะเลดำ’Black Sea ซึ่งน้ำท่วมนี้เราขออ้างอิงมาจากมหากาฬสุเมเรียน ก็คือ มหากาฬของกิลกาเมช 

ซึ่งในมหากาฬนี้เขาได้บอกเอาไว้ว่าพระเจ้าที่โศกเศร้าทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่เพื่อที่จะลงโทษและชำระผู้คนที่เป็นบาป ซึ่งตำนานนี้ก็ได้มีนักวทาศาสตร์อยู่ด้วยสองท่านที่เขาอยากจะรู้ด้วยว่าในอดีตนั้นมันเคยมีน้ำท่วนโลกจริงหรือเปล่าได้มาศึกษาค้นคว้าวิจัยซึ่งนักวิทยาศาสตร์สองคนนั้นก็คือWalter Pitman และ William Ryan

โดยทั้งคู่นั้นเขาได้เชื่อว่าตำนานในเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกและเรือโนอาได้สะท้อนถึงภัยพิบัติในช่วงของยุคก่อนประวัติศาสตร์และมันน่าจะเป็นประโยชน์กับการค้นคว้าวิจัยเรื่องของอนาคตว่าน้ำจะท่วมโลกจริงหรือเปล่าจากการศึกษาในอดีตที่ผ่านมานั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  entaplay เครดิต ฟรี  ที่ให้การสนับสนุน

ตายแล้วฟื้นมีอยู่จริง

ชีวิตหลังความตายมันมีอยู่ใช่หรือไม่และก็ชีวิตหลังความตายนั้นเป็นอย่างไร?

ในกรณีของมนุษย์ที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว แล้วจะกลับมารู้สึกตัวอีกรอบหนึ่งเปอร์เซ็นมันเกือบเป็บศูนย์แต่ว่ามันได้มีบางกรณีที่เสียชีวิตไปแล้วกลับมารู้สึกตัวมีชีวิตอีกครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วก็ต่างประเทศพวกเราก็ตกใจอยู่เช่นเดียวกันว่าคนอะไร ตายไปแล้วฟื้นกลับมาได้หรือ

จริงๆทางหลักวิทยาศาสตร์เขาก็ได้อ้างอิงเอาไว้ว่าจริงๆร่างกายมนุษย์เรามันบางทีก็อาจจะยังไม่ตายร้อย%แต่ว่าพวกเราลองคิดภาวะหัวใจหยุดเต้นร่างกายเย็นแต่ว่ามนุษย์เรากลับมามีชีวิตได้อย่างไร รวมทั้งบางบุคคลเซลล์ที่อยู่ภายในร่างกายบางส่วนมันได้ตายไปและจากนั้นก็เลยแปลกใจว่ามันเป็นอย่างไร

ยกตัวอย่างในประเทศไทยพวกเรามันจะมีอยู่กรณีหนึ่งที่ได้มีน้องคนหนึ่งที่ได้เสียชีวิตไปน้องมีอายุโดยประมาณ10ขวบราวๆ5-6ปีที่ผ่านมาที่น้องนั้นได้ตายไปแล้วทางเครือญาติหรือแพทย์ก็ได้จับตัวน้องตัวน้องยังอุ่นๆแต่ว่าจู่ๆน้องเขาก็ได้ฟื้นขึ้นมาจากความตาย

แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือภายหลังที่ร่างกายตายไปได้ช่วงเวลาก็ยาวนานหลายวันสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเซลล์ภายในร่างกายของน้องได้ตายไปบางส่วนแล้วรวมทั้งมือของน้องก็ได้เป็นเนื้อแห้งๆแข็งไม่อาจจะขยับมันได้แล้วถ้าหากจะเอาง่ายๆมันก็จะอย่างกับศพของมันมี่เนื้อมันแห้งๆไม่อาจจะขยับได้

ซึ่งเรื่องราวนี้มันได้เกิดขึ้นในประเทศไทย พวกเราก็เลยตกใจว่ามนุษย์เราเมื่อตายไปแล้วมันสามารถกลับมารู้สึกตัวได้อีกหรอมันหน้าประหลาดใจมากแล้วอย่างในกรณีนี้มันไม่ใช่กรณีแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมันเคยมีกรณีก่อนหน้าที่ผ่านมาถ้าหากผู้ใดไปพบอ่านข่าวสารได้ว่ามันได้มีคนบางบุคคลเสียชีวิตไปแล้ว

ร่างกายนั้นเย็นมากแต่ว่าฟื้นขึ้นมาได้ทางแพทย์ก็เลยสับสนมันเกิดอะไรขึ้นด้านวิทยาศาสตร์ก็ยังบอกมิได้แต่ว่าเขาได้คาดคะเนกันว่าราวกับร่างกายมันช็อกทุกสิ่งทุกอย่าง มันหยุุดปฏิบัติงานไปแล้วแล้วก็ราวกับร่างกายมันกลับมาได้มันก็ยังไม่มีหลักฐานรับรองทางด้านวิทยาศาสตร์ได้ว่ามนุษย์เราสามารถหยุดร่างกายราวกับดับร่างกายแล้ว

เปิดขึ้นมาใหม่มันก็ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดที่จะพิสูจน์ได้หรือมีหลักฐานสำหรับในการรับรองมันก็เลยนึกไม่ออกว่ามันได้เกิดมาจากอะไร ซึ่งในขณะนี้มนุษย์เราก็ยังไม่รู้ในต่างประเทศใช่ว่ามันจะไม่มีในต่างประเทศก็มีบางบุคคลอยู่ในโลงศพกำลังเอาเข้าเตาเผาแล้วจู่ๆราวกับมีเสียงเคาะออกมาจากโลงศพที่มีคนเสียชีวิตปรากฎผู้ที่เสียชีวิตที่นอนอยู่ในโลงศพยังไม่เสียชีวิตแต่ว่าถึงจะอย่างไรก็ยังโชคดีที่ยังไม่ถูกเผาทั้งที่ยังไม่ตาย

 

สนับสนุนโดย  entaplay ดี ไหม

ตำนานปีศาจงูเมดูซ่าที่แท้จริงแล้วไม่ได้น่ากลัวแต่น่าสงสารมากกว่า?

ถ้าเราพูดถึงตำนานงูปีศาจเมดูซ่าเราเชื่อว่าหลายๆคนก็อาจจะจำภาพลักษณ์ในรูปแบบของปีศาจงูที่มีแต่ความชั่วร้ายปีศาจงูที่คนตีหน้าว่าเป็นความอัปโชคถ้าใครได้เห็นปีศาจงูตัวนี้และได้มองหน้าคนๆนั้นก็จะถูกสาปให้กลายเป็นหิน

ส่วนใหญ่แล้วก็จะจำภาพลักษณ์ของเมดูซ่าก็ประมาณนี้ใช่หรือไม่แต่ในความเป็นจริงแล้วพอเราได้ไปศึกษาและได้ไปหาข้อมูลมาจริงๆ เขาบอกว่าจริงๆแล้ว เมดูซ่า ไม่ได้เป็นปีศาจงูเมดูซ่าได้เป็นเพียงแค่ผู้หญิงธรรมดาที่ถูกใส่ความที่ถูกเกียจและถูกอิจฉาจากคนบางกลุ่มเพียงเท่านั้น

ซึ่งตรงนี้ตามข้อมูลที่เราได้ไปหามาเขาได้บอกเอาไว้ว่า เมดูซ่า  ก็คือหนึ่งในสามพี่น้องของของเทพ Metis,เมทิส ที่เขาว่ากันว่าได้มีน่าตาที่สวยที่สุดในในกรุงเอเทนว่ากันว่าน่าตาของเมดูซ่ามีความสวยงมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผิวพรรณเรื่องใบหน้าคิ้วตาจมูกองประกอบ

โดยรวมต่างๆเธอสวยที่สุดในกรุงเอเทนเลยก็ว่าได้แต่สิ่งที่สวยที่สุดที่ทำให้คนพูดถึงเมดูซ่านั่นก็คือเส้นผมของนางว่ากันว่าเส้นผมของนางได้มีความสวยและเงางาม และตามตำนานเขาก็ยังได้บอกอีกว่าในเวลาต่อมาเทพซุสที่กำลังโหยหาความยิ่งใหญ่

เขาต้องการพลังของเทพ Metis,เมทิสที่เขาว่ากันว่าได้เป็นเทพแห่งสติปัญญาซุสก็เลยได้ทำการหลอกลวง Metis,เมทิสให้เข้าไปหาก่อนที่จะหลอกลวง Metis,เมทิสได้แปลงกายให้เป็นสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยอย่างแมลงวันและได้จับกินเข้าไปหลังจากนั้นซุสก็ได้ครอบครองพลังแห่งสติปัญญามานั่นเอง

แต่ในเวลานั้นเทพ Metis,เมทิสเขาก็ไม่ได้เสียชีวิตทันทีหลังจากที่เทพซุสได้กินเข้าไปพลังของนางก็ได้มีความแข็งแกร่งในระดับเทพนางจึงได้ขึ้นไปอยู่ตรงบริเวณส่วนหัวของซุสและได้ทำการปล่อยพลังออกมาจึงทำให้ซุสได้ปวดหัวอย่างรุนแรง

ถึงขั้นที่ว่าหัวของซุสระเบิดอออกมาและสิ่งที่มันออกมาจากหัวของซุสนั้นนั่นก็คือลูกของนางอีกคนหนึ่งที่มีชื่อว่าAthena,เอฌธน่า นั่นเองหากพูดแบบนี้หลายๆคนก็อาจจะงง

ซึ่งตรงนี้เราต้องขออธิบายเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยในเวลานั้นเทพ Metis,เมทิสเขากำลังได้ตั้งท้องคนที่สี่อยู่เทพซุสเขาไม่รู้ว่าเทพ Metis,เมทิสเขากำลังตั้งท้องและสิ่งที่ออกมาจากหัวของเทพซุสในเวลานั้นนั่นก็คือลูกของเทพ Metis,เมทิสนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  entaplay slot

มุกมณีแห่งลาวใต้

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งจะมีลักษณะของอากาศที่ร้อนชื้นในความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในแต่ละปีนั้นมันจะเห็นได้เลยว่ามันได้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างความแห้งแร้งในฤดูแร้งและความชุ่มชื้นในฤดูฝน

โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอินโดจีนที่จะได้รับอิทธิพลลมมรสุมจากตะวันตกเฉียงใต้จึงทำให้มีฝนตกลงมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมก่อนที่มันจะค่อยๆจางเม็ดเลยไปในช่วงของเดือนตุลาคมของทุกๆปีและอย่างที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้ว

ว่ากลุ่มในประเทศเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยพม่า ลาว กัมพูชา หรือเวียดนาม ทุกประเทศต่างก็ยังจะต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเพื่อจะเอามาหล่อเลี้ยงในระบบของเศรษฐกิจในการท่องเที่ยวแต่โดยทั่วไปแล้วในช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวเบาลงและสายฝนที่ได้ตกลงมาตลอดทั้งวันมันจะเป็นปัญหาในการวางแผนต่อการเดินทาง

แต่ในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ สำหรับเขตพื้นที่ทางใต้ของสาธารณะประชาธิปไตยประชาชนลาวมันได้เป็นอีกหนึ่งทางของนักท่องเที่ยวที่ได้ชอบความสวยงามของธรรมชาติเพราะทั่วแขวงของลาวใต้มันเต็มไปด้วยภูเขาที่มีึความอุดมสมบูรณ์

ในภูมิประเทศที่ยังได้เป็นเทือกเขาที่ได้มีความสูงและต่ำต่างระดับกันไปที่มันจะทำให้เราสามารถที่จะพบเห็นน้ำตกต่างๆจำนวนมากทั้งน้ำตกแห่งนี้ต่างก็จะมีน้ำที่บริสุทธิ์และสวยงามอีกทั้งยังมีความเป็นธรรมชาติเสน่ห์ของน้ำตกแห่งลาวใต้นั้น

จึงได้ดึงดูดให้นักที่ชื่นชอบในการเดินทางจากต่างถิ่นต่างก็ได้พากันมาตามหาจุดมุ่งหมายกัน โดยในช่วงฤดูฝนมันได้เป้นอีกสิ่งหึ่งที่เราจะมาเที่ยวชมน้ำตกและแห่งประวัติศาสตร์และน้ำตกในแต่ละแห่งจะแสดงความเป็นตัวตนออกมาให้เราได้เห็นกันอย่างชัดเจนมากที่สุด

ซึ่งในความงามแห่งนี้จะส่องความงามออกมาด้วยสายน้ำที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเราอาจจะเปรียบได้ดั่งเหมือนมวลมุกมณีที่ได้พบเห็นอยู่กลางป่าสำหรับลาวใต้หรือว่าลาวตอนล่างก็จะเริ่มนับตั้งแต่สวรรค์เขตลงไปซึ่งมันก็จะมีอยู่ทั้งหมดเลยประมาณ5แขวงนอกจากสวรรค์เขตแล้วก็จะมีแขวงสาละวันจำปาสัก

สำหรับเขตแขวงของลาวใต้อาจจะมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวเพราะว่ามันได้มีความหลากหลายโดยเฉพาะเเหล่งท่องเที่ยวทางธรรชาติและแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนอกจากทุกแขวงต่างก็ได้มีความเป็นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และยังได้เคยเป็นสมรภูมิในช่วงของสงครามมาก่อนแล้วทั้งสิ้นหลังจากที่สิ้นสุดสงครามมาอย่างยาวนานลาวได้เปิดประเทศติดต่อกับต่างชาติเพื่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในครั้งนี้

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ตำนานนิทานพื้นบ้านของภาคใต้ที่มาที่ไปของคนกินข้าว

            ตำนานที่จะพูดถึงในวันนี้เป็นตำนานของคนจังหวัดสงขลาที่พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องว่าคนนั้นเริ่มกินข้าวตั้งแต่เมื่อไหร่และเหตุใดคนในปัจจุบันนี้ถึงกินข้าวซึ่งว่ากันว่าในสมัยโบราณนั้นผู้คนไม่รู้จักข้าวสารและผู้คนนั้นไม่ได้กินข้าว

แต่คนสมัยก่อนนั้นกินข้าวเปลือกหรือรำข้าวนั้นเองด้วยว่ากันว่าเมื่อชาวบ้านทำไร่ไถนาปลูกข้าวและได้ผลผลิตออกมาแล้วพวกเขาก็จะเอาผลผลิตที่เป็นเมล็ดข้าวเปลือกนั้นมาตากแดดให้แห้งหลังจากนั้นพวกเขาก็จะนำเมล็ดข้าวเปลือกมาตำให้ละเอียด

ซึ่งก็จะได้รำข้าวแยกออกมาส่วนเมล็ดข้าวที่เป็นสีขาวนั้นพวกเขาพากันเรียกว่าแก่นข้าวซึ่งชาวบ้านไม่นิยมกินแก่นเท่ากันแต่จะหันไปกินรำข้าวแทนส่วนแก่นข้าวนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะทิ้งขว้างๆอยู่แถวบริเวณรอบๆบ้านของตนเองเท่านั้นอยู่มาวันหนึ่งมีครอบครัวหนึ่งพ่อกับแม่ได้มีการทำรำข้าวให้ลูกชายกิน

แต่ลูกชายก็ไม่ยอมกินอีกทั้งยังร้องไห้โยเยเสียงดังโวยวายทำอย่างไรไม่ว่าจะปลอบหรือจะกอดแค่ไหนเด็กก็ไม่ยอมกินรำข้าวทำให้พ่อนั้นรู้สึกโกรธมากจึงได้ตะโกนต่อว่าพร้อมกับบอกว่าจะเอาแก่นข้าวหรือข้าวสารมาต้มให้กินเมื่อเด็กได้ยินดังนั้นก็เงียบเสียงร้องในทันทีพ่อกับแม่จึงได้เอารำข้าวให้ลูกกินอีกแต่ลูกก็ร้องไห้อีกด้วยความโกรธพ่อจึงได้เอาข้าวสารไปต้มแล้วนำมาให้ลูกกินหลังจากที่ลูกได้กินแล้ว

ก็เลิกร้องไห้และยิ้มหัวเราะชอบใจหลังจากนั้นก็นอนหลับพอแม่เห็นดังนั้นก็คิดว่าลูกของตนเองนั้นกินข้าวสารตายเสียแล้วต่างก็พากันร้องไห้ซึ่งลูกชายเมื่อได้ยินเสียงพ่อกับแม่ร้องไห้จึงลืมตาขึ้นมาวันต่อมาพ่อกับแม่ก็ตำรำข้าวให้กินอีกแต่เด็กก็ไม่ยอมกินอีกแต่เมื่อนำเข้าสารไปต้มมาให้กินเด็กกับกินและมีความสุขทำให้พ่อกับแม่นั้นหันมาต้มข้าวสารให้ลูกกินทุกวัน

และเมื่อเห็นว่าลูกกินแล้วมีความสุขและไม่ได้เกิดอันตรายอะไรพ่อกับแม่ก็เลยเริ่มที่จะกินข้าวสารต้มตามลูกร่างและเมื่อกินเข้าไปนั้นก็พบว่าข้าวสารที่ต้มนั้นอร่อยกว่าการกินรำข้าว นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาครอบครัวนี้ก็พากันกินข้าวสารเลยมาและเลิกกินรำข้าวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาส่วนเพื่อนบ้านเมื่อเห็นว่าบ้านนี้มีการกินข้าวสาร

และไม่ยอมกินรำข้าวก็ได้ลองมาขอชิมดูบ้างซึ่งก็พากันติดใจว่าข้าวสารนั้นอร่อยกว่ารำข้าวและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผู้คนทั่วไปต่างก็หันมากินข้าวสารแทนและเลิกกินรำข้าวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทันทีและนี่คือตำนานที่เล่าขานกันว่ามนุษย์เรานั้นกินข้าวสารตั้งแต่เมื่อไหร่นั่นเอง 

 

 

สนับสนุนโดย  dewabet

อักษรเวทย์มนต์โบราณและเรื่องราวอนุสาวรีย์ประวัติศาสตร์

อักษรเวทย์มนต์โบราณ

ในปี2015นักวิจัยของมหาวิทยาลัยยูซีเดวิสได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และยังได้เผยความลับที่ได้มีการบันทึกอยู่ภายในแผ่นจารึกโบราณสีเงินที่ยังไม่เคยมีใครเปิดได้ภายในแผ่นเงินนั้นเป็นอักษรโบราณที่ยังไม่มีการศึกษามาก่อน

โดยเชื่อว่ามันน่าจะเป็นคาถาเวทย์มนต์ ซึ่งมีรูปแบบเป็นตัวอักษรคล้ายคลึงกับอักษรอาราบิก ลักษณะของแผ่นเงินนี้เป็นแผ่นฟอยล์บางมีขนาดความยาวประมาณ5ซม.ภายในได้มีการจารึกข้อความปริศนา ซึ่งไม่มีใครรู้ถึงที่มาแผ่นจารึกโบราณนี้ได้ถูกในเมืองเจราช ประเทศจอร์แดน ได้เป็นเมืองที่ถูกค้นพบเมื่อ2000ก่อนยุคปัจจุบัน

ซึ่งได้เคยถูกปกครองโดยชาวกรีก โรมัน และ อาหรับ นักโบราณคดีเชื่อว่าในช่วงกลางศตวรรษที่8ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรที่ทำให้เมืองถูกทำลายด้วยอายุและความเปราะบางของโบราณวัตถุชิ้นนี้ทำให้นักวิจัยจะต้องอาศัยเครื่องซีทีสแกนและการสร้างแบบจำลองสามมิติ เพื่อให้เห็นข้อความปริศนาที่ถูกจารึกอยู่ด้านใน

อนุสาวรีย์ของมุสโสลินี

เมื่ออนุสาวรีย์ได้ถูกสร้างขึ้นในกรุงโรม เมื่อปี1932  ได้มีการใส่ข้อความบางอย่างถึงอนุชนรุ่นหลังซ่อนอยู่ภายในอนุสาวรีย์นั้น โดยเป็นข้อความที่ไม่สามารถอ่านในรูปแบบปกติได้ เนื่องจากได้มีหินขนาด300ร้อยตันทับอยู่ด้านบนแต่ศาสตราจารย์ เบททินา ไรทซ์-จูซ และ ฮาน ลาเมอร์ ได้ทำการเก็บข้อมูลจากกรุงโรมแล้ว

นำมาวิเคราะห์ จากนั้นจึงได้พบข้อความเหล่านั้นเป็นบนสรรเสริญ ซึ่งมี3ส่วนและมีทั้งหมด1,200คำได้เขียนขึ้นมาโดยอาเรลิโอ จูเซปเป เอมาตตูชชี่  ซึ่งได้บรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของลัทธิฟาสซิสต์รวมไปถึงความรุ่งเรืองของมุสโสลินีความกังวลเกี่ยวกับองค์กรเยาวชนฟาสชิสต์และข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างอนุสาวรีย์นี้

นอกจากนี้ ดร. ลาเมอร์ กล่าวว่า ข้อความเหล่านั้นบรรยาายเปรียบมุสโสลินีเป็นดั่งจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งโรมอีกทั้งยังได้เป็นผู้ไถ่บาปให้แก่ประชาชนอิตาเลียนทั้งนี้ยังได้เชื่ออีกว่าข้อความเหล่านี้เหมือนถูกออกแบบมาให้พบเจอหลังการสิ้นสุดของลัทธิฟาสชิสต์ เพื่อที่จะได้ส่งต่อเสียงแห่งลัทธิฟาสชิสต์ไปยังอนาคต  นาฬิกาของลินคอล์น

ในช่วงของสงครามกลางเมือง เมื่อวันที่13เมษายน ปี1861 นาฬิกาของอับราฮัม ลินคอล์น ได้ไปอยู่กับช่างทำนาฬิกาชาวไอริชนามว่า โจนาธาน ดิลลิน ผู้ซึ่งสลักข้อความเป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์การโจมตีที่ฟอร์ซัมเตอร์ไว้ในนาฬิกาเรื่อนนั้น

โดยมันได้ถูกซ่อนมานานกว่า150ปี นาฬิกาของลินคอล์น ได้ถูกบริจาคโดดยเหลนของเขาให้แก่พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนที่ตั้งอยู่ในเมืองวอชิงตันดีซี ตั้งแต่ปี1958 แต่ข้อความมันกลับพึ่งถูงพบเมื่อในปี2009เมื่อทางพิพิภัณฑ์ได้รับการบอกใใบ้จากลูกของเหลนของเขา

 

 

สนับสนุนโดย  next88 ทางเข้า