เขื่อนสามผาใหญ่ที่สุดในประเทศจีน

สำหรับเขื่อนนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่กั้นขวางทางน้ำเพื่อใช้ในการกั้นเก็บน้ำและป้องกันอุทกภัยรวมไปถึงการผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งมากกว่าครึ่งแม่น้ำสายหลักทั่วโลกจะมีเขื่อนกั้นน้ำเอาไว้เพื่อนำเอาไปใช้ประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับเขื่อนที่จัดได้ว่าเป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลก 

เขื่อนสามผา ของประเทศจีนได้เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกลักษณะของเขื่อนได้เป้นเขื่อนคอนกรีตถ่วงน้ำหนักกั้นขวางแม่น้ำแยงซีซึ่งต่อไปเราจะขอเรียกกันสั้นๆว่าเขื่อนสามผา

ซึ่งเขื่อนสามผานั้นถือได้ว่าเป็นเขื่อนแรกของประเทศจีนที่มีชื่อเต็มเป็นภาษาอังกฤษและชื่อเต็มของโรคงการสร้างเขื่อนนี้คือ Three Gorges multipurpose water control project หรือเราจะเรียกกันสั้นๆว่า Three Gorges Damซึ่งได้มีประวัติในการก่อสร้างที่ยาวนานตั้งแต่สมัย ดร. ซุน ยัตเซ็น ในปีพุทธศักราช2462และได้เริ่มมีการศึกษาโครงการ

เมื่อปีพุทธศักราช2473สภาประชาชนลงมติวให้สร้างได้ในปีพุทธศักราช2535ในสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี หลี เผิง คนที่4 แต่ทว่ากว่าเขื่อนแห่งนี้จะผ่านการอนุมัติจากสภาประชาชนจริงๆและได้มีการก่อสร้างอย่างเป็นรูปประธรรมเมื่อปี2547แล้ว

เสร็จในปี2554ได้ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้นแล้วประมาณ7ปีแต่ในส่วนที่ได้มีการก่อสร้างนั้นเจ้านายที่จะต้องจ้างคนที่ทำงานตลอดทั้งวันทั้งคืนกว่า20,000คนเพื่อที่จะได้สร้างเขื่อนให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ได้กำหนดได้มีทุนในการสร้างกว่า30,000ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ1.2ล้านล้านบาท

วัตถุประสงค์ของการก่อสร้างนั้นเพื่อจะนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลักและเพื่อป้องกันน้ำท่วมซึ่งในขณะที่ได้ทำการสร้างเขื่อนอยู่นั้นได้มีผู้อพยพจากน้ำท่วมบริเวณโดยรอบประมาณ1.35ล้านคนตัวเขื่อนั้นได้มีความกว้างประมาณ2,309เมตรมีความสูง185เมตร

โดยมีเครื่องสร้างกระแสไฟฟ้าจำนวน26ตัวเพื่อทำการสร้างไฟฟ้ากว่า1,820kwต่อชั่วโมงวัตถุที่ได้ใช้ในงานก่อสร้างประกอบไปด้วยซีเมนส์กว่า10.8ล้านตันเหล็กเส้นกว่า1.9ล้านต้นและไม้แบบกว่า1.6ล้านตันได้เปนเขื่อนที่มีขนาดใหญ่กว่า เขื่อนฮูเวอร์ ซึ่งได้เป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในอเมริกากลางเกือบ10เท่ามีพื้นที่รับน้ำกว่า1ล้าน ตร.กม.หรือประมาณ2เท่าของประมาณพื้นที่ของประเทศไทยทั้งหมดอาคารระบายน้ำล้นสามารถระบายน้ำได้สูงสุดกว่า116,000ลบ.ม./วินาที 

ซึ่งเจ้าหน้าที่ของประเทศจีนได้เชื่อว่าเขื่อนเหล่านี้จะสามารถขจัดปัญหาหลักหลายอย่างของประเทศได้ทั้งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญในอนาคตของประจีนรวมไปถึงการป้องกันน้ำท่วมที่แม่น้ำแยงซีที่ฆ่าคนไปมากกว่า1ล้านนคนในในช่วง1ร้อยปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังได้เป็นเส้นทางขนส่งยากว่า2,400กิโลเมตรให้กับเรือที่ขนส่งสินค้าเพื่อสามารถขนส่งสินค้าภายในประเทศอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  รหัสคูปอง rb88

ประวัติกติกาของการเล่นกีฬาฟุตซอล

หลังจากที่กีฬาฟุตซอล หรือเกมการแข่งขันฟุตบอลในร่มที่มีผู้เล่นฝ่ายละ 5 คน เริ่มเป็นที่แพร่หลายกันมาตั้งแต่ปี 1982 จนทำให้กีฬาชนิดนี้ถูกบรรจุเข้ามาเป็นการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลกอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1989 จนมาถึงทุกวันนี้

กีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากมายในกลุ่มคนทั่วไปเนื่องจากไม่จำเป็นต้องเล่นกลางแดดอีกต่อไป และยังใช้จำนวนผู้เล่นไม่เยอะเพียงแค่ฝ่ายละห้าคน ก็สามารถเล่นกันได้สนุกสนานแล้ว แถมพื้นที่ยังไม่จำเป็นต้องใหญ่เท่าสนามฟุตบอลจริงแต่อย่างใด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

กีฬาชนิดนี้ก็ต้องถูกบรรจุในกีฬาสากลและมีมาตรฐานการกีฬาและกติกาเหมือนอย่างเช่นกีฬาฟุตบอลด้วยเช่นกัน ซึ่งกีฬาชนิดนี้ถือว่าเป็นกีฬาที่จัดแข่งขันในระดับโลกแล้ว โดยกติกาที่ว่านั้น จะถูกกำหนดให้แต่ละทีมนั้นสามารถส่งรายชื่อนักเตะเข้าร่วมทำการแข่งขันในแต่ละนัดได้ไม่เกิดสิบสองคน

และจะลงสนามได้เพียงครั้งละห้าคนเท่านั้น ซึ่งในห้าคนนี้จะต้องรวมผู้รักษาประตุแล้ว แต่สำหรับตำแหน่งผู้รักษาประตูนั้นจะสามารใช้มือได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในกรอบเขตโทษของตัวเองเท่านั้น ซึ่งที่ต้องย้ำกติกาตรงข้อนี้ก็เนื่องจากว่า ทีมสมัยใหม่นั้น

มักจะใช้ตำแหน่งผู้รักษาประตูนั้น ทำหน้าที่เป็นกองหลังตัวสุดท้ายด้วยเช่นกันเพื่อความได้เปรียบในเรื่องของเกมบุก ส่วนการเปลี่ยนตัวผู้เล่นในแต่ละนัดนั้น จะไม่จำกัดจำนวนครั้ง และเปลี่ยนได้ทุกคน ทุกเวลา ส่วนในช่วงการแข่งขันนั้นหากมีทีมใดที่มีนักเตะลงสนามหรืออยู่ในสนามน้อยกว่าสามคน

นั้นจะถูกปรับแพ้ฟาวล์โดยทันที (บางทีมอาจจะมีผู้เล่นในสนามได้รับใบแดง) และในส่วนเวลาของการแข่งขันนั้น จะกำหนดไว้เป็นสองช่วงเวลาคือครึ่งแรกและครึ่งหลัง คือครั้งละ 20 นาที และในแต่ละครึ่งนั้น แต่ละทีมจะสามารถขอเวลานอกได้ครั้งละหนึ่งนาที ต่อหนึ่งช่วงเวลา

ส่วนการตัดสินผลแพ้ชนะนั้น ก็จะยึดเมื่อการแข่งขันฟุตบอลทั่วไปคือนับที่จำนวนประตูเช่นเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันนั้น แต่ละประเทศก็เริ่มมีการพัฒนาเป็นการแข่งขันแบบลีกคือระบบพบกันหมดและเป็นแชมป์ในแต่ละประเทศ รวมไปถึงการจัดการแข่งขันฟุตซอลถ้วยชิงแชมป์ และก็มีการลงทะเบียนขึ้นเป็นนักฟุตซอลอาชีพด้วย

ไม่ต่างกับฟุตบอลอาชีพเลยทีเดียว ก็เรียกได้ว่าเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนชอบกีฬาประเภทนี้ ที่ดูสนุกและเร้าใจไม่ต่างกับการแข่งขันฟุตบอลจริงๆ จนหลายๆนักเตะที่เคยฟุตบอลอาชีพก็เริ่มผันตัวเองมาเล่นฟุตซอลกันบ้างแล้ว

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

ตำนาน บาเกะเนโกะ ของญี่ปุ่น  ปีศาจแมว     

           ตำนานความเชื่อของคนชาวญี่ปุ่นนั้นมีมามีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งความเชื่อของคนญี่ปุ่นนั้นแบ่งออกเป็นความเชื่อเกี่ยวกับแมว 2 ส่วนก็คือความเชื่อเกี่ยวกับแมวที่เป็นแมวด้านดีให้โชคให้ลาภแต่อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นแมวปีศาจซึ่งคอยจำแลงร่างกายมากัดกินมนุษย์

ซึ่งในสมัย เอโดะ นั้นได้มีการพูดถึงปีศาจแมวที่ชื่อว่าบาเกะเนโกะ โดยมีการเชื่อกันว่าในสมัยเอโดะนั้นปีศาจแมว บาเกะเนโกะ  มักจะออกอาละวาดยามค่ำคืน โดยสมัยก่อนนั้นมนุษย์มักจะนำแมวมาเป็นสัตว์เลี้ยงเอาไว้ใช้งานโดยมันจะมีหน้าที่ในการช่วยกำจัดหนูและเมื่อมันทำงานสำเร็จสามารถจัดการกับหนูได้คนที่เลี้ยงแมวนั้น

ก็จะให้รางวัลมันด้วยการให้อาหารมันกินแต่อย่างไรก็ตามอาหารที่พวกแมวได้กินนั้นก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของพวกมัน ดังนั้นพอช่วงเวลาในการคืนแมวต่างๆที่มันยังไม่อิ่มมันจึงได้พยายามออกหาอาหารในช่วงเวลากลางคืนและอาหารที่มันกินได้ในยามค่ำคืนของประเทศญี่ปุ่นซึ่งหากินได้ภายในบ้านของเจ้านายของพวกมันนั่นก็คือน้ำมันตะเกียง

เหตุที่แมวกินน้ำมันตะเกียงนั่นก็เพราะว่าน้ำมันตะเกียงของคนญี่ปุ่นนั้นทำมาจากน้ำมันของปลาและไข่ปลาวาฬ ซึ่งขณะที่แมวเหล่านั้นกินน้ำมันตะเกียงอยู่แสงสะท้อนของเงาที่ส่งไปกระทบกับผนังจะทำให้เราเห็นว่าแมวที่ยืนกินน้ำมันตะเกียงอยู่นั้น

มีลักษณะคล้ายกับคนที่กำลังยืนอยู่ ทำให้คนที่ผ่านมาเห็นเงาของแมวที่กำลังกินน้ำมันตะเกียงนั้นเข้าใจผิดคิดว่าเงานั้นคือเงาของปีศาจ ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าเมื่อแมวบ้านที่พวกเขาเลี้ยงเอาไว้นั้นมีอายุเกิน 13 ปีขึ้นไปแมวนั้นจะกลายร่างเป็นบาเกะเนโกะทันที เนื่องจากว่าพวกเขาสังเกตเห็นว่าเมื่อแมวอายุมากกว่า 13 ปี

ห่างของพวกมันก็จะยาวขึ้นและตัวมันก็จะดูสูงขึ้นที่สำคัญพวกมันสามารถยืน 2 ขาได้และสามารถเลียนเสียงมนุษย์ได้อีกด้วย และในที่สุดแมวเหล่านั้นก็จะสามารถกลายร่างแปลงเป็นคนได้และกลายเป็นปีศาจร้ายที่น่ากลัว ซึ่งชาวบ้านยังร่ำลือกันอีกว่าปีศาจแมวที่กลายร่างเป็นคนได้นั้นมันจะสามารถกินสัตว์ได้ทุกชนิด

แม้ว่าสัตว์ตัวนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่ามันก็ตามหรือสัตว์ชนิดนั้นจะมีพิษพวกมันก็สามารถกินได้ และมันสามารถกลายร่างเป็นคนได้หากมันกินคนคนนั้นเข้าไปทำให้ผู้คนต่างก็พากันหวาดกลัว ยามค่ำคืนจึงมักไม่ค่อยมีใครออกมาเดินนอกบ้าน แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันนั้นคนประเทศญี่ปุ่นมีความผูกพันกับแมวที่มีชื่อเสียงทางด้านดี ดังที่เราจะได้เห็นรูปปั้นที่มีแมวกักมือเรียกนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  v9bet

ตำนานFrrancisco Pizarroบุกยึดชาวอินคาเพื่อต้องการทองคำ

ซึ่งที่ได้ทำให้ชาวอินคาได้มีความรุ่งเรืองมากที่สุดในตอนนั้นนั่นก็คือชาวอินคาได้เป็นชนเผ่าที่ได้ครอบครองทองบริสุทธิ์มากที่สุดในโลกนั่นเอง ซึ่งในตอนนั้นหลังจากที่Frrancisco Pizarroได้พบเจอกับชาวอินคาและชาวอินคาก็ได้มีความเชื่ออยู่หนึ่งอย่างนั่น

ก็คือพระผู้เป็นเจ้าหรือคนที่พวกเขาได้นับถือจะส่งคนที่มีผิวขาวรูปร่างสูงใหญ่และมีหนวดเคาได้เข้ามาหาพวกเขาพร้อมกับช่วยพัฒนาในด้านวัฒนธรรมเข้าในด้านนวัตกรรมหรือในด้านต่างๆที่จะทำให้ชนเผ่าของพวกเขานั้นได้มีความเจริญมากยิ่งขึ้น

เขาก็เลยได้คิดว่าFrrancisco Pizarroได้เป็นบุคคลที่พระเจ้าเป็นคนส่งมาแต่ในความเป็นจริงแล้วอย่างที่เราได้กล่าวไปข้างต้นว่าFrrancisco Pizarroนั้นเขาต้องการที่จะเข้ามาทำการสำรวจพื้นที่และในยุคนนั้นมันได้เป็นยุคที่ได้เป็นการล่าอานานิคมฉะนั้นแล้วเป้าหมายของFrrancisco Pizarroที่เขาได้เข้าไปสำรวจในพื้นที่ตอนนั้นนั่นก็คือ

การเข้ามายึดพื้นที่หรือการล่าอนานิคม ซึ่งในตอนนั้นเองชาวเผ่าอินคาเขาก็ไม่ได้คิดอย่างงั้น เขาก็เลยได้จัดพิธีต้อนรับเป็นอย่างดีให้ทางFrrancisco Pizarroและทีมสำรวจของเขาได้เข้ามาในชนเผ่าและได้มีการเลี้ยงต้อนรับกันอย่างใหญ่โต ซึ่งFrrancisco Pizarroเขาก็ได้ตีเนียนทำเป็นว่าเรามาเป็นมิตรเรามาเพื่อที่จะช่วยเหลือ

แต่ในความเป็นจริงแล้วด้านFrrancisco Pizarroและทีมนักสำรวจของเขาเขากำลังจับตาจำนวนกำลังพลของคนชาวเผ่าอินคาและอาวุธที่ชาวอินคามีอยู่ว่า ถ้าเราได้กลับมาที่เมืองๆนี้อีกครั้งหนึ่งเราจะสามารถเข้าตีและเราจะสามารถสู้พวกเขาได้ไหมปรากฏว่าหลังจากที่ได้มีการสำรวจไปแล้ว

ชาวอินคามีจำนวนคนและอาวุธยุทโทปกรณ์น้อยกว่าของทีมFrrancisco Pizarroมาก จากนั้นFrrancisco Pizarroก็เลนมั่นใจว่า ถ้าเขาได้กลับมาอีกครั้งเขาจะสามารถยึดเมืองอินคาอยู่ในอนานิคมของชาวสเปนได้อย่างแน่นอนและในระยะเวลาหลังจากนั้นต่อมาที่Frrancisco Pizarroก็ได้กลับไปที่ฐานที่มั่นของตัวเอง

และได้กลับเข้ามาที่ชาวอินคาอีกครั้งจากนั้นFrrancisco Pizarroเขาก็ได้บุกเข้าโจมตีอีกครั้งอย่างที่ไม่รีรอและได้เข้ายึดเมืองอินคาจนสำเร็จพร้อมกับFrrancisco Pizarroได้ยึดตัวกษัตริย์ของชาวอินคานำมาเป็นตัวประกันเพื่อที่จะเรียกร้องค่าถอยอีกด้วย

โดยตรงนี้ตามข้อมูลแล้วเขายังได้บอกเอาไว้อีกว่าFrrancisco Pizarroเขาต้องการจำนวนทองคำจำนวนหนึ่งเขาก็เลยประกาศออกไปว่าถ้าพวกเจ้าต้องการกษัตริย์ของเจ้าคืนพวกเจ้าจะต้องนำเอาทองจำนวนหนึ่งมาให้กับข้าและข้าก็จะปล่อยกษัตริย์ของพวกเจ้าไป

 

สนับสนุนโดย  entaplayทางเข้า

ตำนานรามายณะ

เรื่องราวการค้นพบแนวหินที่ดุเหมือนคล้ายกับสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศอินเดียและประเทศศรีลังกาที่ทางนาซาได้เป็นผู้ถ่ายนี้ขึ้นมาเองจากดาวเทียมของทางนาซา สำหรับนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ยังคงเป็นเรื่องที่ได้มีการถกเถียงกันอยู่ที่เกี่ยวกับสะพานแห่งนี้

รวมไปถึงตำนานรามายณะที่ได้ถูกเขียนเอาไว้ในคัมภีร์พระเวทว่ามันเคยเป็นเรื่องที่ได้เกิดขึ้นมาจริงหรือไม่ ถึงคงแม้ว่าเรื่องราวในการต่อสู่มันจะถูกเคียงกับเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ที่ได้เป็นหารต่อสู้กันในระหว่าง ชาวมาลายัน

และ ชาวดราวิเดียนจากการพบหลักฐานแล้วได้บอกเอาไว้ว่ามันคือเรื่องจริงที่มันได้เคยเกิดขึ้นแต่สำหรับนักวิจัยมนุษย์ต่างดาวกลับได้มีความน่าสนใจไปมากกว่านั้น ชาวมาลายัน ซึ่งน่าจะคือกลุ่มของพระรามได้มีบันทึกว่าได้สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าที่ได้มาจากบนฟ้า

พวกเขาได้มายานพาหนะที่เรียกว่าวิมานะสามารถบินในอากาศได้ก่อนที่มนุษย์ในยุคปัจจุบันจะสามารถค้นพบเครื่องบินนับหมื่นนับแสนปียานวิมานะของงพวกเขาได้มีความใกล้เคียงกันกับยูเอฟโอของมนุษย์ต่างดาวแถมอาวุธของพวกเขาที่ได้นำเอามาใช้ในการต่อสู้กันยังได้มีอนุภาพที่ร้ายแรงเทียบเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์

อีกทั้งยังได้มการค้นพบสารกัมมันตรังสีในเมืองโบราณที่ได้ล่มสลายเหล่านี้ด้วยสะพานพระรามในตำนานรามายณะได้ถูกสร้างขึ้นด้วยกองทัพว่านอน เมื่อประมาณ1.75ล้านปีก่อนข่าวจากนาซาองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐที่ได้เคยเผยแพร่ภาพของสะพานโบราณ ซึ่งได้มี่อายุกว่า1.75ล้านปี

ที่ได้เชื่อมต่อระหว่างอินเดียกับศรีลังกาได้ถูกนำเอากลับมาเผยแพร่ใหม่อีกครั้ง เมื่อวันที่4มีนาคม ปี2016 ถึงแม้ว่าข่าวดังกล่าวมันจะถูกกล่าวถึงมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี2002 ซึ่งมันได้เป็นช่วงเวลาที่อินเตอร์เน็ตมันก็ได้เริ่มเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลกสะพานพระรามตามตำนานรามายณะได้อ้างว่ากองทัพว่านอนและหนุมานได้เป็นผู้สร้างขึ้น

โดยได้ก่อรากฐานด้วยท่อนไม้ก่อนที่จะก่อทัพด้วยก้อนหินชิ้นน้อยใหญ่เพื่อให้กองทัพของพระรามสามารถที่จะเดินทางข้ามทะเลไปช่วยเหลือนางสีดาจากทศกัณฐ์ที่กรุงลงกาได้ เมื่อราวปลายปี2002 ทานาซาก็ได้เผยแพร่ภาพจากอวกาศของช่องแคบ

ซึ่งก็ได้แสดงให้เห็นถึงแนวสันทรายที่ได้เชื่อมต่อกับเกาะศรีลังกาและเกาะอินเดียได้อย่างชัดเจนภาพดังกล่าวได้ถูกนำเอาไปโยงกับตำนานรามายณะที่ได้กล่าวมาข้างต้นพร้อมกับแต่งเติมเรื่องราวเข้าไปอีกว่านาซาได้เป็นผู้ยืนยันอีกว่าสะพานดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์เมื่อประมาณ1.75ล้านปีก่อน

 

ขอขอบคุณ  ทางเข้า entaplay  ที่ให้การสนับสนุน

เมืองที่เรามองไม่เห็นหรือบเมืองลับแล

ซึ่งเราอยากจะบอกว่าเรื่องตำนานของเมืองลับแลนั้นมันไม่ใช่ว่ามันจะเป็นที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทยแต่คำว่าเมืองลับแลของเรานั้นเราได้เปรียบเสมือนว่ามันได้เป็นเมืองโบราณที่เราไม่สามารถที่จะพบเจอได้หรือเป็นเมืองที่ไทด้หลบซ้อนอยู่แต่เรานั้นไม่สามารถที่จะหามันเจอซึ่งตรงนี้มันเป็นความหมายของเมืองลับแลในความคิดของเรา

ซึ่งเรื่องนี้มันได้มีการอ้างอิงมาจากเรื่องตำนานพญานาคด้วยเพราะว่าสถานที่ที่เขาได้มีการพูดถึงกันเยอะมากที่สุดคือป่าคำชะโนดมันได้มีเรื่องของพญานาคอยู่แต่ว่าเราจะไม่พูดถึงเรื่องของพญานาคแต่เราจะพูดถึงเรื่องเมืองที่เรามองไม่เห็นเท่านั้น

ถ้าจะให้พูดถึงเมืองลับแลเราขอแยกเป็นบางกรณีๆไป สำหรับกรณีแรกก็คือเรื่องของความเชื่อคือคนเฒ่าคนแก่หลายๆภูมิภาคเขาก็ได้มีการเล่าต่อกันมาเล่าถึงเรื่องเมืองลับแลเมืองที่เคยมีการพบเจอและอยู่ดีๆวันใดวันหนึ่งเมืองแห่งนี้มันได้หายไปเพราะด้วยเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งบางก็ว่าหายไปเป็นสิบปีแต่กลับมาอีกทีมาบอกว่าพึ่งจะเข้าป่าไปหนึ่งชั่วโมง

บางคนก็ชอบหลงป่าบางคนก็ได้ไปเจอเมืองๆหนึ่ง ซึ่งมันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้มันจะมีอยู่เมือง เมืองหนึ่งที่ได้อยู่ในกลางป่าใหญ่และคำพูดของผู้หลักผู้ใหญ่บางคนเขาก็ได้บอกว่าการแต่งตัวมันเหมือนย้อนยุคไปเลยแต่งตัวเป็นชุดราชสีขาวโจงกระเบนและมันอยู่ในป่า ซึ่งมันยิ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแรง

ซึ่งตรงนี้ทเราก็เลยไปสืบหาข้อมูลมาเบื้องต้นเขาได้บอกว่าตำนานเกี่ยวกับเมืองลับแลที่ได้มีคนพูดถึงเยอะมากที่สุดและได้มีคนเชื่อทกันมาที่สุดนั้นก็คือมันจะอยู่ที่ป่าคำชะโนดในจังหวัดอุดรธานีแต่ตรงนี้เขาก็ยังยื่นยันว่าเมืองลับแลมันได้มีอยู่ทุกๆที่มันไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีอย่างเดียว

แต่สถานที่นี้คือได้มีชื่อเสียงและดังมากที่สุดนั่นเสองถ้าจะเอาตามตำนานที่ได้มีคนแก่เขาได้เล่ากันต่อๆกันมาและได้เชื่อกันมาที่สุด ซึ่งเขาได้เล่าเอาไว้ว่าคนพื้นเมืองในสมัยก่อนนั้นที่เขาได้อาศัยอยู่ในพื้นรบริเวณป่าเขาก็จะมีวิถีการดำรงชีวิตทั่วไปก็คือการเข้าป่าเพื่อหาอาหารหาหน่อไม้ล่าสัตว์เพื่อนำเอามาประกอบอาหารในการประทังชีวิต

และก็ได้เข้าไปเอาน้ำที่แม่น้ำลำธารเพื่อเอามาใช้เพื่อนำเอามาดื่มเขาก็จะมีวิถีประมาณนี้สำหรับคนที่ได้ใช้อยู่ใกล้ๆป่าหรืออยู่ในป่าเป็นสิบๆปีและคนเล่านี้เขาก็จะชำนานทางในป่ามากก็คือใช้ชีวิตอยู่ตรงนี้ยังไงมันก็ไม่มีทางหลงอย่างแน่นอน

 

สนับสนุนโดย  entaplay pantip

ตำนาน ยักษ์โกไลแอธ

          สำหรับตำนานของยักษ์ทั่วโลกที่มีการพูดถึงกันมากตนหนึ่งนั้นก็คือ ตำนานของยักษ์ที่มีชื่อว่า โกไลแอธ  เนื่องจากมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับยักษ์โกไลแอธ ว่าได้มีหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่เป็นเด็กเลี้ยงแกะที่มีชื่อว่า เดวิด และยักษ์ที่เป็นชาว ฟิริสไทม์ ที่มีชื่อเรียกว่า ยักษ์โกไลแอธ

ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการบันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลของศาสนาคริสต์ โดยในตำนานมีการบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ว่า ยักษ์โกไลแอธ ได้เดินทางมาระรานชาวเอสราเอล และยังมีการท้าประลองกับนักสู้ของประเทศอิสราเอลทุกคนด้วยว่าหากใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่ง

ก็ให้มาต่อสู้กับตนเอง และแน่นอนว่าต่อให้เก่งกาจมากแค่ไหน แต่ก็คงไม่มีใครอยากทีจะต่อสู้กับยักษ์แน่นอน ดังนั้น ในวงล้อมที่มีผู้คนอยู่เยอะแยะเต็มไปหมดจึงไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปต่อสู้กับยักษ์โกไลแอธเลย

จนในที่สุดก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเขาเดินฝ่าวงล้อมเข้าไปเพื่อไปยืนต่อหน้าของยักษ์โกไลแอธ ซึ่งเด็หนุ่มคนดังกล่าวนั้น มีอาวุธเพียงแค่หินก้อนเดียวเท่านั้น ในขณะที่ยักษ์โกไลแอธนั้นมีอาวุธครบมือเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีแค่หินแค่ก้อนเดียวเท่านั้น แต่เด็กหนุ่มคนดังกล่าวก็สามารถเอาชนะเจ้ายักษ์โกไลแอธได้ด้วยการขว้างก้อนหินในมือไปโดนที่หน้าผากของยักษ์โกไลแอธ

เข้าอย่างจังจนทำให้มันล้มลงและสามารถเอาชนะยักษ์โกไลแอธได้ในที่สุด และถึงแม้ความเชื่อนั้นจะมีการระบุเอาไว้ว่าโกไลแอธ นั้นคือยักษ์ที่มีรูปร่างที่สูงใหญ่ แต่ความเป็นจริงแล้ว ยักษ์โกไลแอธ อาจจะไม่ใช่ยักษ์จริงจริงก็ได้ นั่นก็เพราะว่าตามข้อมูลแล้วยักษ์โกไลแอธ นั้นมีความสูงเพียงแค่ 2-3 เมตรเท่านั้นเอง

ซึ่งหากเมื่อนำความสูงของยักษ์โกไลแอธไปเทียบกับความสูงของยักษ์ตัวอื่นอื่นนั้น ความสูงของยักษ์โกไลแอธ กลายมาเป็นยักษ์แคระไปเลยทีเดียว ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่ายักษ์โกไลแอธ นั้นก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดา ที่มีความสูงเกินมาตรฐานของคนทั่วไปเท่านั้นเอง

        อย่างไรก็ตามตำนานความเชื่อเกี่ยวกับยักษ์โกไลแอธ นี้ยังคงมีอยู่และยังคงมีการเผยแพร่กันอย่างกว้างขวางในกลุ่มของคนที่นับถือศาสนาคริสต์ เพราะจะมีคำสอนและมีการพูดถึงยักษ์โกไลแอธ นี้อยู่มาจนถึงปัจจุบัน 

ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องจริงที่นำมาสร้างเป็นตำนานเพียงแต่อาจจะมีการดัดแปลงจากคนธรรมดาให้กลายมาเป็นยักษ์เนื่องจากรูปร่างที่สูงใหญ่ของโกไลแอธ มีความใหญ่โตคล้ายกับยักษ์นั่นเอง

 

ขอขอบคุณ รวมเว็บหวยออนไลน์  ที่ให้การสนับสนุน

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้มีเหตุการณ์น้ำท่วมโลกจริงหรือเปล่า

ในอดีตนั้นได้เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่และพื้นที่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากน้ำเริ่มแห้งก็คือภูเขาอารารัต ซึ่งเราว่ามันน่าแปลกใจมากเลยว่าในตำนานที่คนเฒ่าคนแก่หรือที่ได้บอกต่อกันมาได้พูดถึงกันว่าได้มีเรือโนอาได้เข้ามาจอดที่ตรงจุดนี้และมันได้ไปตรงกันกับในพระคัมภีร์ ไบเบิล

และยังได้มีการค้นพบซากเรือโบราณที่อยู่บนภูเขาอารารัตอีกด้วยและในช่วงที่เรากำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกเรือโนอา คือจะบอกว่าตำนานนี้มันไม่ได้มีมาแค่ในช่วง200ปีคือการตามหาเรือโนอาหรือหลักฐานที่ได้บอกว่าได้มีการค้นพบมันมีมาตั้งแต่ประมาณ5-800ปีที่แล้ว

ในบันทึกที่เก่าที่สุดที่เราได้ไปหาข้อมูลมาแล้วเจอมาเขาได้บอกเอาไว้ว่าในช่วงศตวรรษที่14ประมาณปี1356ได้มีหนังสือที่ชื่อว่าTrcvel of Sir john Mandevilleในหนังสือเล่มนั้นได้เล่าว่าได้มีนักบวชคนหนึ่งได้เก็บเศษไม้โบราณจากยอดเขาอารารัตได้แต่ว่าตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครรู้ว่าSir john Mandevilleในหนังสือคือใคร

และได้มีตัวตนจริงหรือเปล่าแต่มันได้มีหนังสือเล่มนี้จริงๆอยู่บนโลก ซึ่งตามที่ได้มีการบันทึกเอาไว้ของSir john Mandevilleเก่ามากที่สุดใช่หรือไม่ในช่วงตั้งแต่ระยะเวลาปี1300กว่าๆจนถึงปี2000ต้นๆที่เราเห็นที่ยังได้มีการค้นคว้าหาความลับเกี่ยวกับเรื่องของเรือโนอาแล้วก็อดีตที่ผ่านมามันเคยมีน้ำท่วมโลกจริงหรือเปล่า

แต่ข้อมูลตรงนี้มันค่อนข้างที่จะเยอะมากๆและเราก็อยากจะบอกว่าตำนานของเรือโนอานี้ได้มีการกล่าวถึงเรื่องน้ำท่วมโลกแล้วในอดีตมันได้มีน้ำท่วมโลกจริงหรือเปล่าตามข้อมูลที่ได้เราได้ไปหามาเราขอบอกเลยว่าเคยแต่มันอาจจะไม่ได้รุนแรงถึงขนาดน้ำท่วมโลกทั้งใบโดยที่ไม่มีพื้นดินอยู่เลย

มันก็คงจะไม่ขนาดนั้นแต่มันได้เคยมีเหตุการณ์ใหญ่ที่ล้างบางมนุษย์และสัตว์จนได้เกิดเป็นทะเลที่หนึ่งขึ้นมาที่ได้มีชื่อว่า ทะเลดำ’Black Sea ซึ่งน้ำท่วมนี้เราขออ้างอิงมาจากมหากาฬสุเมเรียน ก็คือ มหากาฬของกิลกาเมช 

ซึ่งในมหากาฬนี้เขาได้บอกเอาไว้ว่าพระเจ้าที่โศกเศร้าทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่เพื่อที่จะลงโทษและชำระผู้คนที่เป็นบาป ซึ่งตำนานนี้ก็ได้มีนักวทาศาสตร์อยู่ด้วยสองท่านที่เขาอยากจะรู้ด้วยว่าในอดีตนั้นมันเคยมีน้ำท่วนโลกจริงหรือเปล่าได้มาศึกษาค้นคว้าวิจัยซึ่งนักวิทยาศาสตร์สองคนนั้นก็คือWalter Pitman และ William Ryan

โดยทั้งคู่นั้นเขาได้เชื่อว่าตำนานในเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกและเรือโนอาได้สะท้อนถึงภัยพิบัติในช่วงของยุคก่อนประวัติศาสตร์และมันน่าจะเป็นประโยชน์กับการค้นคว้าวิจัยเรื่องของอนาคตว่าน้ำจะท่วมโลกจริงหรือเปล่าจากการศึกษาในอดีตที่ผ่านมานั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  entaplay เครดิต ฟรี  ที่ให้การสนับสนุน

ตายแล้วฟื้นมีอยู่จริง

ชีวิตหลังความตายมันมีอยู่ใช่หรือไม่และก็ชีวิตหลังความตายนั้นเป็นอย่างไร?

ในกรณีของมนุษย์ที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว แล้วจะกลับมารู้สึกตัวอีกรอบหนึ่งเปอร์เซ็นมันเกือบเป็บศูนย์แต่ว่ามันได้มีบางกรณีที่เสียชีวิตไปแล้วกลับมารู้สึกตัวมีชีวิตอีกครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วก็ต่างประเทศพวกเราก็ตกใจอยู่เช่นเดียวกันว่าคนอะไร ตายไปแล้วฟื้นกลับมาได้หรือ

จริงๆทางหลักวิทยาศาสตร์เขาก็ได้อ้างอิงเอาไว้ว่าจริงๆร่างกายมนุษย์เรามันบางทีก็อาจจะยังไม่ตายร้อย%แต่ว่าพวกเราลองคิดภาวะหัวใจหยุดเต้นร่างกายเย็นแต่ว่ามนุษย์เรากลับมามีชีวิตได้อย่างไร รวมทั้งบางบุคคลเซลล์ที่อยู่ภายในร่างกายบางส่วนมันได้ตายไปและจากนั้นก็เลยแปลกใจว่ามันเป็นอย่างไร

ยกตัวอย่างในประเทศไทยพวกเรามันจะมีอยู่กรณีหนึ่งที่ได้มีน้องคนหนึ่งที่ได้เสียชีวิตไปน้องมีอายุโดยประมาณ10ขวบราวๆ5-6ปีที่ผ่านมาที่น้องนั้นได้ตายไปแล้วทางเครือญาติหรือแพทย์ก็ได้จับตัวน้องตัวน้องยังอุ่นๆแต่ว่าจู่ๆน้องเขาก็ได้ฟื้นขึ้นมาจากความตาย

แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือภายหลังที่ร่างกายตายไปได้ช่วงเวลาก็ยาวนานหลายวันสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเซลล์ภายในร่างกายของน้องได้ตายไปบางส่วนแล้วรวมทั้งมือของน้องก็ได้เป็นเนื้อแห้งๆแข็งไม่อาจจะขยับมันได้แล้วถ้าหากจะเอาง่ายๆมันก็จะอย่างกับศพของมันมี่เนื้อมันแห้งๆไม่อาจจะขยับได้

ซึ่งเรื่องราวนี้มันได้เกิดขึ้นในประเทศไทย พวกเราก็เลยตกใจว่ามนุษย์เราเมื่อตายไปแล้วมันสามารถกลับมารู้สึกตัวได้อีกหรอมันหน้าประหลาดใจมากแล้วอย่างในกรณีนี้มันไม่ใช่กรณีแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมันเคยมีกรณีก่อนหน้าที่ผ่านมาถ้าหากผู้ใดไปพบอ่านข่าวสารได้ว่ามันได้มีคนบางบุคคลเสียชีวิตไปแล้ว

ร่างกายนั้นเย็นมากแต่ว่าฟื้นขึ้นมาได้ทางแพทย์ก็เลยสับสนมันเกิดอะไรขึ้นด้านวิทยาศาสตร์ก็ยังบอกมิได้แต่ว่าเขาได้คาดคะเนกันว่าราวกับร่างกายมันช็อกทุกสิ่งทุกอย่าง มันหยุุดปฏิบัติงานไปแล้วแล้วก็ราวกับร่างกายมันกลับมาได้มันก็ยังไม่มีหลักฐานรับรองทางด้านวิทยาศาสตร์ได้ว่ามนุษย์เราสามารถหยุดร่างกายราวกับดับร่างกายแล้ว

เปิดขึ้นมาใหม่มันก็ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดที่จะพิสูจน์ได้หรือมีหลักฐานสำหรับในการรับรองมันก็เลยนึกไม่ออกว่ามันได้เกิดมาจากอะไร ซึ่งในขณะนี้มนุษย์เราก็ยังไม่รู้ในต่างประเทศใช่ว่ามันจะไม่มีในต่างประเทศก็มีบางบุคคลอยู่ในโลงศพกำลังเอาเข้าเตาเผาแล้วจู่ๆราวกับมีเสียงเคาะออกมาจากโลงศพที่มีคนเสียชีวิตปรากฎผู้ที่เสียชีวิตที่นอนอยู่ในโลงศพยังไม่เสียชีวิตแต่ว่าถึงจะอย่างไรก็ยังโชคดีที่ยังไม่ถูกเผาทั้งที่ยังไม่ตาย

 

สนับสนุนโดย  entaplay ดี ไหม