ซีอุย แซ่อึ้ง ตำนานมนุษย์กินคนในประเทศไทย

เมื่อราวๆปี2500 คดีซีอุยนับว่าได้เป็นคดีที่ได้สร้างความสะเทือนขวัญและสร้างความทรงจำที่ดลวร้ายให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมากในยุคสมัยนั้นเมื่อจะต้องเจอเรื่องไม่คาดฝันกับลูกเล็กเด็กแดงที่จะต้องเป็นเหยื่อถูกฆตกรใจร้ายลงมือฆ่าให้ตาย

ด้วยความโหดเฮียมจากนั้นก็ได้ควักหัวใจและนำตับเอาไปกินหลังจากนั้นข้าวก็ได้เผยแพ่ยออกไปภายในวงกว้างจึงถึงกับทำให้ผู้ใหญ่ที่อยู่ในสมัยนั้นหวาดผวาและได้สั่งห้ามไม่ให้ลูกหลานของตัวเองได้ออกไปไหนมาไหนคนเดียว

กับทั้งยังให้คอยระวังกับคนแปลกหน้าและไม่เช่นนั้นก็จะถูกหลอกนำเอาไปฆ่าควักหัวใจและเอาตับออกมากินกันเลยทีเดียว ซีอุยนั้นได้มีชื่อจริงว่า  ( หลีอุย แซ่อึ้ง ) แต่คนไทยนั้นได้เรียกเพี้ยนเป็น ซีอุย ซีอุยได้เกิดเมื่อราวๆในปี พศ2470 ที่เมืองเซาถัว ประเทศจีน

โดยซีอุยได้เกิดในครอบครัวที่ยากจนหาเลี้ยงชีพด้วยการทำการเกษตร ซีอุย นั้นได้เป็นลูกชายคนสที่3จากจำพี่น้องทั้งหมด12คน เมื่อตอนเป็นเด็กและเป็นวัยรุ่น ซีอุยเป็นคนที่มีรูปร่างที่เล็กเมื่อเทียบกับคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

ซึ่งซีอุยนั้นได้มีส่วนสูงแค่ประมาณ150ซม.เท่านั้น นอกจากนี้ ซีอุยจึงมักถูกคนอื่นรังแกอยู่เสมอจนในกระทั่งวันหนึ่งในตามคำบอกเล่าของ ซีอุย เองว่ามีนักบวชรูปหนึ่งทนเห็นตนถูกทำร้ายโดยรังแกอยู่เป็นประจำไม่ไหวจึงได้เดินเข้ามาหาและได้แนะนำว่าถามอยากจะมีร่างกายที่แข็งแรงต้องกินเนื้อหรืออวัยวัยวะของมนุษย์

ซึ่ง ซีอุยในวัยเด็กก็ได้นอมรับคำแนะนำนั้นอย่างตั้งใจและโดยเชื่อสนิดใจอีกทั้งคำสอนนี้ก็ได้ฝังอยู่ในใจของ ซีอุยอยู่เสมอมาจากนั้นมา ซีอุย เอง  ก็เริ่มกินเนื้อสดๆที่ได้มาจากการล่าสัตว์ของนั่นเองและแน่นอนอวัยวัยวะส่วนที่ ซีอุย นั้นได้โปรดปรานมากที่สุดนั่นก็คือตับไตและหัวใจและเรื่องนี้แม้ว่าคนรอบข้างของ ซีอุย จะรู้แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามหรือว่ากล่าวอะไรเพราะได้เห็นว่า ซีอุย ยังเป็นเด็กอีกทั้งพ่อแม่ก็ยังได้มีลูกหลายคนและได้มีฐานะยากจนต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวยังดูแลลูกๆได้อย่างไปทั่วถึง

และนั่นจึงทำให้ ซีอุย ได้เป็นคนแปลกๆมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาและด้วยความที่พ่อและแม่นั้นได้มีอาชีพเป็นคนชาวไร่มีฐานะยากจนอีกทั้งยังมีภาระต้องเลี้ยงดูลูกๆเป็นจำนวนมากจึงทำให้ ซีอุย ต้องออกจากบ้านเพื่อหาเลี้ยงคนเอง

หน่วยรบพิเศษที่ได้ถูกฝึกมาอย่างดี

หน่วยรบที่มีความชํานาญทางด้านการรบเป็นพิเศษซึ่งในแต่ละประเทศที่อยู่ไปทั่วโลกนั้นล้วนแล้วก็จะมีแต่หน่วยรบแบบนี้ทั้งนั้นเพื่อความปลอดภัยของประเทศนั้นเองดังนี้เราจะมูกันหน่อยว่าหน่วยรบพิเศษที่วทุกมุมโลลนั้นจะมีหน่วยรบจากประเทศไหนกันบ้างที่จะเรียกว่าเก่งโกดและอันตรายมากที่สุดในโลก

BERETS VERTS FRANCE  หรือ FRENCH NAVAL COMMANDOSจากประเทศฝรั่งเศษ

หน่วยรบคอมมานโดแห่งราชนาวีที่ได้รับฉายาว่าหมวกไบเล่สีเขียวใรการฝึกของหน่วยนี้ยากและทรหดมากจะใช้ระยะเวลาใรการฝึกทั้งสิ้นประมาณ20สัปดาห์ในการฝึกกระโดดร่มซึ่งได้เป็นการฝึกฝนที่หนักเป็นอย่างมากโดยผู้ที่ฝึกนั้นจะมีระยะเวลาในการพักผ่อนแค่เพียงประมาณ2ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

MARSOC  USA หน่วยรบพิเศษราชนาวีแห่งสหรัฐ หรือว่ามาซอก

ซึ่งได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาในเมือปี2007โดยจะถือได้ว่าเป็นหน่วยที่สุดยอดมาที่สุดของหน่วยรบของทหารที่จะทำการปฏิบัติภารกิจในส่วนของเรื่องในการที่จะมีการขัดแย้งกันต่างๆและยังรวมไปถึงภาระกิจที่จะต้องออกไปลาดตระเวนโดยจะมีการฝึกในการเรียนรู้วิธีที่จะสามารถที่จะเอาตัวเองรอดในสภาวะที่ธรรมชาติและยังรวมไปถึงศิลปะในการต่อสู้แบบต่างๆอีกต้องมากมาย

Spetannaz RUSSIA ประเทศรัศเซีย

ได้เป็นหน่วยรบที่ได้มีมาตรฐานสูงส่งในการฝึกและยังมีผู้ที่ได้รับเข้าทำการฝึกเพียงแค่2ใน10นายที่จะสามารถที่จะผ่านในการฝึกฝนครั้งนี้ไปได้และในการฝึกที่จะต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือนในส่วนของการฝึกในครั้งนี้ซึ่งยังรวมไปถึงในการฝึกและการต่อสู้ด้วยมือเปล่าวและในการที่จะใช้อาวุธและการที่จะเก็บข้อมูลข่าวกรองในการเจรจาในส่วนของเรื่องตัวประกันและการที่จะเข้าไปทำการช่วยเหลือการควบคลุมการจลาจลการรักษาพยาบาลภาคสนามและมุงเน้นไปยังการรักษาร่างกายให้แข็งแรงลสมบูรณ์อยู่เสมอ

ARMY GREEN BERETS  USA ประเทศสหรัฐอเมริกา

ได้ก่อตั้งขึ้นมาในสมัยสงครามโลกในครัง้ที่สองในสมาชิกของหน่วยได้ถูกทำการฝึกมาในการก่อวินาศกรรมการกระโดนร่นและการที่จะปฏิบัติการทั้งทางบกและทางน้ำในการปีนเขาและสกีทว่าทหารหน่วยนี้ได้เป็นที่รู้จักกันดีในสมัยของสงครามเวียดนามในระหว่างปีพุทธศักราช2510 ถึงปี 2515 ในสมาชิกในทีนนั้นได้เป็นอาสาสมัครและจะต้องมีความสามารถที่จะกระโดนร่ม

และผ่านโปรแกมที่เข้มข้นและยาวนานถึง44ถึงประมาณ62สัปดาห์โดยซึ่งจะคัดเอาผู้ที่จะไม่เหมาะสมนั้นนำเอาออกไปและทหารทุกคนจะต้องมีทักษะทางงด้านการต่อสู้ไหวพริบความฉลาดและการที่จะใช้อาวุธพิเศษการติดต่อสื่อสารความการชำนาญในการใช้ภาษาต่างประเทศ

การวิวัฒนาการของสัตว์ต่างๆ

การวิวัฒนาการของสัตว์ต่างๆที่เหล่าวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยมาแล้ว

กบ

และสำหรับกบนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้ถือกำเนิดมาอย่างยาวนานถึง200ล้านปีมาแล้วและยังเป็นสัตว์ที่มันสามารถอยู่รอดมาได้จากการสูญพันในครั้งใหญ่โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ก็ได้เชื่อว่ากบนั้นได้เป็นสัตว์ที่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้ดินได้เป็นอย่างดีและยังเป็นสัตว์ที่สามารถปรับสภาพได้ดีให้กับสภาพแวดล้อม

และระบบนิเวทแบบใหม่ ซึ่งโดยจากการที่ได้ศึกษาก็ได้พบว่ากบในยุคปัจจุบันราวประมาณร้อยละ88ที่มีมาจากอดีตที่สามารถย้อนกลับไปไกลได้ถึง60 150ล้านปีก่อนโดยจากการตรวจสอบและในการศึกษาทางพันธุกรรมและเปรียบเทียบระดับยีนกับโมเลกุลและระหว่างกบในปัจจุบันและได้ส้รางดึกดําบรรพ์ของกบในก่อนยุคประวัติศาสตร์และในปัจจุบันนี้ยังได้มีการสืบสายพันและแตกแขนงทางชีวะวิทยาไปทั่วโลกนั่นเอง

แมลงวัน

และสำหรับแมลงวันมันเป็นแมลงที่ได้อาศัยอยู่ในชุมชน มนุษย์ชนิดหนึ่งที่มีเยอะแยะมากมายเติมไปหมด ซึ่งโดยส่วนมากแล้วคนเรามักจะรู้จักแค่บางชนิดเช่น แมลงวันบ้านและแมลงวันหัวเขียวโดยพวกมันนั้นก็จะกินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์และเศษอาหารที่อยู่ตามถังขยะและมักจะชอบออกหากินในเวลากลางวันและไม่ชอบแสงแดดที่จัดโดยศรัมีในการออกหากอินของพวกมัน

นั้นจะอยู่ที่ในวงประมาณ3กิโลเมตรและก็อย่างที่เรานั้นได้ทราบก็แหละว่าแมลงวันนั้นเป็นเป็นสัตว์ที่อันตรายจากการได้นำเอาเชื้อโรคมาสู่คนเนื่องจากแมลงวันนั้นมันได้มีนิสัยที่ชอบอาหารบูดเน่าและอาหารคาวและเศษอาหารที่สกปรกรวมไปถึงอุจาระด้วยจากนั้นเชื้อโรคก็ได้ติดมาตามตัวตามขาและผิวหนังของมันมา

โดยวิทีในการเป็ยอยู่ของมันนั้นพวกมันมักจะชอบอาศัยอยู่ที่ตามบ้านเรือนในครัวที่ได้มีการปรุงอาหารซึ่งวงจรชีวิตของพวกมันนั้นก็จะแบ่งเป็น4ระยะก็คือระยะไข่หลังจากตัวเมียผสมพันแล้ว7วันมันจะวางไข่ตลอดชีวิตและมันก็จะวางไข่ถึงประมาณ4/5ครั้งในครั้งหนึ่งก็จะวางไข่ประมาณ75/150ฟอง และจะฝักไข่เป็นตัวอ่อนกินอาหารที่สกปรกบริเวณนั้นตัวหนอนเมื่อแก่มันก็จะคานไปในที่แห้ง 4/7 และเปลี่ยนรูปร่างเป็นตัวโม่ง

โดยระยตัวโม่งนั้นซึ่งมันจะเป็นระยะที่ไม่เคลื่อนไหวมันจะม่กินอาหารและมันจะอยู่ได้นาน3/6วันหลังจากที่เป็นตัวโม่งแล้วราวประมาณ3/6มันก็จะได้ทำการเปลี่ยนให้เป็นรูปร่างแมลงวันต่อไปนั่นเองเห็นแบบนี้แล้วคุณก็อย่าทำให้บ้านเรือนของคุณสกปรกไม่อย่างนั้นเจ้าพวกมลงวันก็จะเข้าไปทำการวางไข่แล้วก็ฟักตัวออกมาเป็นแมลงวันขยายพันได้อีกด้วย

ตำนานของเสือสมิง

พระกลายเป็นเสือสมิง

เย็นวันนั้นได้มีหญิงชราก็ได้ชวนพวกผู้หญิงออกมาทำอาหารมื้อเย็นกันเอาไว้กินก่อนที่ฟ้าจะมืดทางฝ่ายชายชราผู้ที่เป็นสามีก็ได้จัดแจงเหล่าเครื่องทรงทำเหมือนกับว่าจะประกอบพิธีอะไรสักอย่างอยู่ที่บนเกวียนของเขาและในค่ำวันเพ็ญในเดือน12แสงจันทร์ก็ได้สาดส่องราวเหมือนกับตอนกลางวันเวลาได้ผ่านไปเลยเที่ยวคืนด้านลูกเด็กเล็กแดงก็ได้นอนหลับกันหมดแล้ว

ก็จะมีแต่ผู้ใหญ่ที่คอยเอียงหูฟังเพื่อป้องกันระวังภัยว่าในค่ำคืนนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นหรือป่าวและในที่สุดทุกคนนั้นต่างก็ได้สดุดกันเป็นกลุ่มเมื่อชาวบ้านต่างก็ได้ยินเสียงที่หายใจดังเสรยงเหมือนกับว่าวัวควายมันชนกันและในท่ามกลางแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญควายตัวสีดำตัวเป็นมันลำสองตัวใหญ่ก็ได้กำลังต่อสู้กับเสือที่มีขนาดตัวใหญ่มหึมา

ด้านความตัวหนึ่งก็ได้ถูกแรงของเจ้าเสือตัวใหญ่นั้นได้ตบเข้าไปที่หัวมันอย่างแรงและก็ได้กระเด็นออกไปแต่ควายอีกตัวหนึ่งก็ได้กระโจนพุ่งเข้าไปขวิดอย่างทันทีเมื่อเสือตัวนั้นได้งับคอควายตัวที่กระเด็นออกไปนอกจากจะไม่ระคายผิวหนังของควายแล้วเสือเองก้ยังได้ถูกแรงสบัดของควายจนกระเด็นแทบยังได้ถูกควายขวิดด้วยเขาที่แหลมคมเข้าไปที่ตรงด้านหลังของเสือ

และจนในที่สุดนั้นเจ้าเสือลายพาดก็ได้กระเสือกกระสนคานหนีตายออกไปเพราะว่าเสือไม่สามารถที่จะต้านทานแรงของควายของทั้งสองตัวนั้นได้และในที่สุดควายตัวดังกล่าวก็ได้วิ่งพุ่งเข้าไปชนอย่างเต็มแรงร่างของเจ้าเสือนั้นก็ได้กระเด็นลอยไปตกที่กระท่อมหลังคาแห่งหนึ่งเสียงดังโคมใหญ่จนทำให้กระท่อมหลังนั้นก้ได้พังลงมาอย่างไม่เป็นท่าจากนั้นมันก็ได้หายไปอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง

และไม่มีใครที่จะรู้ว่าเสือตัวนั้นมันได้หายไปไหนด้ายควายทั้งสองตัวก็ได้เดินสบัดหัวสบัดหางเดินกลับมายังเกวียนของสองผู้เฒ่าตาและยายและร่างของควายทั้งสองก็ได้หายไปกับตาคงความประหลาดใจแก่ชาวบ้านที่แอบมองและอ้าปากค้างไปตามๆกันรุ่งเช้าชาวบ้านที่ยังเหลืออยู่ต่างพากันดีใจพวกผู้หญิงก็ได้เตรียมอาหารคาวหวานเพื่อไปทำบุญก่อนเพลเพราะเรื่องร้ายๆก็ได้หายไปจากหมู่บ้านแล้วชาวบ้านก็ไม่ลืมที่จะชวนของผู้เฒ่าตายายไปใส่บาตรด้วยกันเวลาประมาณ9โมงเช้าทุกคนก็ได้เดินทางมาถึงยังกุฏิพระธุดงค์

ที่ชาวบ้านได้ร่วมกับสร้างเอาไว้ให้บริเวณที่ต้นน้ำก่อนหน้านี้แต่สิ่งที่พบเบี้ยงหน้าพวกชาวบ้านก็ได้พากันตะลึงจนอ้าปากค้างเพราะพระที่ได้เห็นอยู่เบี้ยงหน้านี้ก็คือที่หน้ากุฏิพบร่างของหลวงตานอนหายใจช้าๆตามตัวมีบาดแผลหลายแห่งลำตัวของหลวงตาที่เต็มไปด้วยบาดแผลก็ล้วนแต่เป็นเวนกรรมโดยแท้เป็นพระภิกษุสงฆ์แทนที่จะเจริญศรีแต่กับมุงมั่นเดรัจฉานล้ำเรียนวิชาผมก็ออกมาเข้าตัวจนต้องกลายมาเป็นเสือสมิงในที่สุด

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sagame

เปิดตำนานแม่นางกวัก

             เชื่อว่าคนไทยหลายหลายคนคงรู้จักแม่นางกวักกันอย่างดี  เพราะบางคนก็มีการบูชาแม่นางกวักไว้ที่หน้าร้านค้า หรือบางคนก็บูชาแม่นางกวักไว้ในบ้านเรือนหรือบางคนก็บูชาแม่นางกวักไว้ในสถานที่ประกอบธุรกิจต่างต่าง

หากใครอยากรู้ว่าแม่นางกวักนั้นมีพุทธคุณอย่างไร และมีประวัติความเป็นมาอย่างไร บทความนี้จะเล่าความเป็นมาของแม่นางกวักให้ทราบกันค่ะ

         ตำนานนางกวักเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลเป็นเวลามากกว่า 2,500 ปีมาแล้ว  แต่ทุกวันนี้เราก็จะยังเห็นนางกวัก นั่งกวักมืออยู่ทั่วไปแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพวกเทคโนโลยีต่างต่าง เราก็ยังเคยเห็นนางกวักไปนั่งกวักที่โต๊ะผู้บริหารของคนระดับสูง ตามความเชื่อของแต่ละคน และตามร้านขายของ ขายอาหาร ขายเสื้อผ้าก็มีแม่นางกวักมาช่วยกวักเรียกลูกค้าให้ 

สำหรับประวัติของนางกวักนั้น ที่จริงแล้วท่านชื่อ นางสุภาวดี โดยในสมัยพุทธกาลมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีชื่อสุจิตพราหมกณ์ และภรรยาขื่อ สุมณฑา มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมือง มัจฉิกาสัณฑ์นคร ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองสาวัตถี ในชมพูทวีป ทั้งสองคนมีอาชีพค้าขายสินค้าเล็กเล็กน้อยน้อย มีรายได้นิดหน่อยพอที่จะนำเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้ไปแบบวันต่อวัน  และต่อเมื่อทั้งสองสามีและภรรยาคิดจะขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้น

เมื่อมีรายได้มากพอจึงได้ตัดสินใจซื้อเกวียนบรรทุกสินค้าไปขายยังต่างเมือง และยังนำของจากต่างเมือง นำกลับมาขายที่เมืองมัจฉกาสัณฑ์นคร ซึ่งในการเดินทางไปต่างเมืองในบางครั้งลูกสาวที่ชื่อว่านาง สุภาวดีผู้เป็นลูกสาวก็ขอนั่งเกวียนติดตามไปด้วย และในระหว่างที่เดินทางไปต่างเมืองกับพ่อและแม่นั้น นางสุภาวดีก็ได้มีโอกาสได้ไปฟังธรรมกับ  พระกัสสปะเถระ ขณะจารึกพระเทศนาตามหมู่บ้านต่างต่าง นางสุภาวดี รู้สึกทราบซึ้งในประพระธรรมจนเข้าถึงพระรัตนตรัย

และเมื่อนางสุภาวดีเดินทางไปอีกเมืองหนึ่งก็ได้ไปฟังธรรมกับพระสิวลีเถระเจ้า และนางก็เข้าถึงในพระธรรมอีกเช่นกัน ทำให้พระอรหันต์ทั้งสอง คือ พระกัสสปเถระ และพระสีวลีเถระเจ้า ต่างก็ให้พรแก่นางสุภาวดี ให้มีความเจริญ รุ่งเรือง ค้าขายก็ประสบกับความสำเร็จและหลังจากนั้นเป็นต้นมานางสุภาวดีและครอบครัวก็รุ่งเรืองดังพรที่ได้รับจากพระอรหันต์ทั้งสององค์ และนับตั้แต่นั้นพ่อของนางสุภาวดีก็มักจะให้นางไปช่วยขายของบ่อยบ่อยเพราะเชื่อว่า นางเป็นคนที่ช่วยให้ครอบครัวค้าขายแล้วประสบกับความสำเร็จ  ซึ่งหลังจากที่นางสุภาวดีเสียชีวิตลง

ชาวบ้านก็ได้สร้างรูปปั้นนางสุภาวดีเอาไว้เพื่อนำมาบูชา และมักจะพากันขอให้นางช่วยเรื่องของการค้าขาย นับตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบันก็ยังนิยมนำแม่นางกวักมาบูชาให้ช่วยเรื่องการค้าขายตลอดมา

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนมาตลอดโดย  entaplay

การสำรวจไปยังโลกของมนุษย์ต่างดาว

ในทุกวันี้ผู้คนกว่าครึ่งโลกนั้นเชื่อกันไปแล้วว่ามันมีมนุษย์ต่างดาวอยู่จริงทั้งๆที่ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดแบบเห็นตัวเป็นๆบางครั้งแค่เห็นคลิปล้อเรียนยังบนอินเทอร์เน็ตต่างก็ได้เชื่อกันไปแล้วไม่น้อยแต่ในการจะเชื่อหรือไม่เหลื่อนั้นสามารถวินิจฉัยในแง่วิทยาศาสตร์ได้ไม่ยากนัก แต่ถ้าคุณคิดว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริงคุณอาจจะต้องลืมวิธีคิดแบบผู้คนทั่วไปอายุของโลกอื่น

ในการพัฒนาการทั้งโดยธรรมชาติเองอย่างช้าหรือการพัฒนาแบบก้าวกระโดนโดยในหลายประการยังไม่สามารถจะอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ได้และนักวิทยาศาสตร์เองก็ได้ประเมินความคิดในความเป็นไปได้ของอารยธรรมของมนุษย์ต่างดาวไว้หลายประเภคดังนี้

อารยธรรมไดสัน   

กล้องโทรทรรศน์ยานอวกาศได้สำรวจค้นพบวัตถุที่อยู่ห่างไหลประเภคดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นๆเพื่อค้นหาระบบชีวิตไปยังบนโลกอื่นและพบความผิดปกติบางอย่างที่น่าตื่นเต้นของดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีชื่อว่า KIC8462852 อยู่ห่างจากโลกของเราประมาณ1,480แสง ซึ่งในการสำรวจพบว่าแสงของดวงหางรี่จางลงถึง80วันการรี่ของแสงและกลับมาสว่างอีกครั้งต่างจากการรี่ของแสงของ ดาวเคราะห์ ทั่วไป

โดยปกติแล้วแสงของดาวเคราะห์จะรี่ลงไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดจากสองกรณีคือ เกิดจากกลุ่มของฝุ่นในอวกาศหรือแสงของดวงอาจจะถูกบล็อคโดยสิ่งประดิษฐ์ทางสถาปัตยกรรมชิ้นใหญ่เป็นเครื่องจักรกลางอวกาศของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่แต่สิ่งที่น่ากางขาก็คือลักษณะสัญญาณเป่งคลื่นวิทยุที่ได้รับการสำรวจนั้นมันไม่ใช่สัญญาณที่เรานั้นไม่รู้จักมาก่อน

ในขณะเดียวกันก็มีรายงานจากการวิเคราะห์เบี้ยงต้นของผู้เชียวชาญไปในทิศทางที่น่าติดตามเช่น นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันSETI ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำในด้านการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาได้ออกมาเปิดเผยว่าวัตถูลึกลับได้เป็นกั้นแสงของดาว KIC8462852 ได้ถึงร้อยละ20% ซึ่งได้มากกว่าระบบอื่นทั่วไป นักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนได้แสดงความเห็นว่าลักษณะที่ได้เป็นกั้นโครงแสงจาก KIC8462852 หากมีโครงสร้างจริงกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ที่ได้สร้างขึ้น

ในอนาคตอาจจะมองเห็นลักษณะของสิ่งๆนั้นได้สมมุติฐานดังกล่าวอาจไม่เจาะจงลงไปนอกจากยังมีข้อมูลที่สำรวจเพียงน้อยนิดแต่สิ่งที่หน้าสงสัยไม่น้อยนี้มันอาจจะเกี่ยวข้องกับดาวเคราะห์ KIC8462852 ในบ้างแห่งของในอารยธรรมต่างดาวนั้นมันอาจจะมีวิถีสะสมพลังงานจากแสงอาทิตย์และได้นำเอามาใช้ประโยช์นและด้วยความฉลาดของสิง่มีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาหากแต่จะคิดในมุมเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ทุกระบบต้องการก็คือพลังงานและพลังงานนั้นมาจากดวงอาทิตย์ซึ่งมันก็ไม่แตกต่างจากโลกของเรา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  9luck

ขนบธรรมเนียม ประเพณี

ขนบธรรมเนียม ประเพณี และ วัฒนธรรมของชุมชน

วันนี้เราจะมารู้จักกับเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชนก่อนอื่นการมาทำความรู้จักกับคำว่าวัฒนธรรมกันก่อน 

ประเพณี หมายถึง สิ่งที่ต้องนิยมทำถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นแบบแผนขนบธรรมเนียมหรือจารีตนิยมศิ่งแต่ละชุมชนแต่ละท้องถิ่นนั้นมันก็จะแตกต่างกันออกไปโดยขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบข้างรวมไปถึงสังคมอีกด้วย

วัฒนธรรมหมายถึงสิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามแก่หมู่ขณะ เป็นแบบแผนหรือวิถีชีวิตของสังคมที่มีมาเป็นเวลายาวนานได้มีการปรับปรุง และ สืบทอดให้เหมาะสมกับยุคสมัยได้แก่ ภาษา การแต่งกาย การทำความเคารพ ความคิดและความเชื่อเป็นต้น วัฒนธรรมและประเพณีแต่ละท้องถิ่นนั้นจะเป็นอย่างไร

งานประเพณีงานบุญบั้งไฟ หมายถึงประเพณีบุญบั้งไฟเป็นประเพณีหนึ่งของภาดอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงของไทยมีความเชื่อว่าถ้าปฏิบัติตามบุญบั้งไฟฟ้าฝนก็จะตกต้องตามฤดูกาลซึ่งจะนิยมจัดงานขึ้นกันในเดือน6ถือเป็นประเพณีที่สำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยเพราะตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันชาวอีสานมีความเชื่อว่าถ้าได้ปฏิบัติตามปีพเพณีบุญบั้งไฟฟ้าฝนนั้น

มันก็จะตกต้องในตามฤดูกาล และถ้าหากทำแล้วมันจะได้อะไร ถ้าปีใดจัดงานบุญปีพเพณีบุญบั้งไฟชาวอีสานมีความเชื่อกันว่าฟ้าฝนก็จะตกต้องตามฤดูกาลเกิดความอุดมสมบูรณ์ไม่มีโรคภัยงานบุญบั้งไฟจึงถือว่าเป็นงานประเพณีประจำปี

ที่สำคัญของชาวอีสานพอไกลจะถึงวันงานชาวอีสานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะกลับบ้านไปร่วมงานบุญบั้งไฟซึ่งเป็นงานที่ได้สร้างความรักความสามัคคีของคนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี นอกจากงานบุญบั้งไฟแล้วยังมีงานอื่นอีก  ประเพณีของแต่ละทิ้งถิ่นนั้นมันก็จะมีแตกต่างกันออกไป อย่างที่

ภาคกลางของเรา ก็จะมีประเพณีแข่งขันเรือยาว  

ประเพณีการแข่งเรือยาวเป็นการละเล่นที่ได้สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยในชนบทที่อยู่อาศัยไกล้น้ำในช่วงของเดือน11และในเดือน12ชาวบ้านได้เว้นว่างจากการทำไร้ทำนาก็จะมีโอกาสได้พบปะกัน

แต่ในปัจจุบันประเพณีในการแข่งเรือยาวมันก็ยังมีเหลืออยู่บ้างและมันไม่มีอยู่มากเหมือนสมัยก่อนเพราะการดำรงด์ชีวิตได้มีการเปลี่ยนแปรงไปจากแต่ก่อน และในประเทศไทยนั้นก็จะมีประเพณีที่แตกต่างกันออกไปอย่าง

ประเพณีของภาคเหนือ ก็จะมีประเพณีปอยส่างลองหรือประเพณีบวชลูกแก้ว ประเพณีปอยส่างลอยก็คือ ประเพณีบวชลูกแก้วเป็นประเพณีของชาวไตหรือไทยใหญ่เกือบทั้งหมดจังหวัดแม่ห้องสอน

 

สนับสนุนโดย  next88

ประวัติศาสตร์สงคราม อเมริกา กับ ญี่ปุ่น

โอกินาว่า ประวัติศาสตร์สงคราม อเมริกา กับ ญี่ปุ่น

ถึงแม้ว่าหนังหลายๆเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสงครามพวกเขาจะเน้นสร้างหนังสงครามเกี่ยวกับทางยุโรปมากกว่าเอเชียแต่มันก็ยังมีหนังบางส่วนที่ได้นำเสนอสงครามนองเลือดที่เกิดขึ้นในโอกินาว่า ที่ได้อยู่กันมานานอยู่หลายเดือนเหมือนกัน

เกาะโอกินาว่าถือได้ว่าเป็นสมรภูมิในช่วงสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่2

เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ผ่ายแพ้สงครามให้กับสหรัฐและพันธมิตรญี่ปุ่นเองก็เลยต้องเสียเกาะที่เคยครอบครองก่อนน่านี้อยู่เยอะพอสมควรในหมู่เกาะแปซิฟิกจนญี่ปุ่นต้องถอยมาสู่ที่โอกินาว่าเพื่อที่จะไม่ให้สหรัฐบุกเข้าไปยังเกกาะหลักของประเทศญี่ปุ่น  ซึ่งเกาะโอกินาว่าถึงว่าเป็นเกาะที่มีผู้คนตายมากกว่าแสนคน

รวมทั้งชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องอะไรอีกด้วย ซึ่งมันก็เป็นแผนที่ญี่ปุ่นนั้นทุมเทให้หมดหน้าตักกันเลยทีเดียวที่เรียกได้ว่าสมรภูมิพีชีพตัวเองเพราะท่าหากว่าสหรัฐตบเกาะโอกินาว่าได้แน่นอนแล้วว่ามันง่ายมากเลยที่จะสามารถบุกเข้าไปที่ประเทศหลักตัวแม่ได้เพราะว่ามันเป็นสถานที่ยุคธศาสตร์ที่สหรัฐนั้นจะต้องการใช้เป็นฐานลับของสหรัฐอากาศ

เพื่อต่อต้านกองกำลังของประเทศญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินหรือรวมไปถึงเรือจนกระทั่งเดือนเมษายมปี1945ในช่วงเวลานั้นสหรัฐเองก็ได้ยิงลูกปืนใหญ่ใส่ญี่ปุ่นก่อนเพื่อที่จะเปิดช่องทางให้ทหารแนวหน้าได้ผ่าเข้าไปตรงๆเลย

พร้อมทั้งการสนับสนุนทางอากาศด้วยการที่ได้ทิ้งระเบิดลงมาแบบปูพรมกันเลยทีเดียวและในขณะนั้นเองทหารญี่ปุ่นก็ต้านรับทหารอเมริกาอยู่ในนั้นไม่ตายคาปากถ้ำก็โดนเผาทั้งเป็นเพราะสหรัฐนั้นได้ทิ้งระเบิดแบบปูพรมและในบางส่วนที่สามารถลอดชีวิตมาได้ก็ดาหน้าเข้ามายิงทหารอเมริกาเฉยแบบว่าให้ตายกันไปข้างหนึ่ง

และการสวนกับทางกองทัพญี่ปุ่นก็เป็นการพลี ชีพก็คือการบินตรงเข้าไปชนเรือของสหรัฐเลยมันก็เลยทำให้สหรัฐนั้นต่อสู้มาอย่างลำบากซึ่งสงครามแปซิฟิกก็ได้กินเวลานานกว่า3เดือนด้วยกันและมันสามารถที่จะจบได้เร็วกว่านี้อีกด้วยซ้ำเพราะว่ามันเป็นเกาะนิ่งๆเลย

แต่ถึงอย่างไรก็ตามในช่วงของเวลานั้นพวกทหารญีปุ่นเองก็ได้ถูกปลูกฝังด้วยรัฐทิบูเซโดได้ยอมตายดีกว่าถูกจับเป็นเชลยและในเวลาเดียวกันนั้นในระหว่างที่สู้กันมาอย่างยาวนานอาหาร เสบียงก็เริ่มไกล้จะหมดจนกระทั่งจะต้องออกไปหาจับปลาเอามากินกันเองเพื่อไม่ให้อดตายท้ายที่สุดแล้วด้วยเรื่องของความหิวและความอ่อนเพลียจากสงครามและก็ไม่สามารถที่จะต้านทานอเมริกาได้ไหวมันก็เลยทำให้เหล่าทหารญี่ปุ่นนั้นได้ตายกันไปเกือน1แสนคน

 

สนับสนุนเรื่องราวจาก  เว็บพนันออนไลน์2020

เครื่องปั้นดินเผากับคณิตศาสตร์

เครื่องปั้นดินเผากับคณิตศาสตร์ เมื่อนำมารวมกันแล้วคือศิลปะชิ้นเอก

เครื่องปั้นดินเผาคืออะไร

คือการที่เรานำเอามาดินเหนี่ยวมาปั้นให้เป็นรูปทรงต่างต่างตามที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นหม้อ ไห  ชาม และอื่นอื่นอีกมากมาย เครื่องปั้นดินเผาถูกค้นพบมากตั้งแต่สมัยโบราณมีซึ่งมีข้อมูลว่ามีการใช้เครื่องปั้นดินเผามาตั้งแต่เมื่อหนึ่งพันปีมาแล้ว

การที่มนุษย์เราผลิตเครื่องปั้นดินเผาเอาไว้ใช้สอยนั้นก็เปรียบเสมือนมนุษย์เรากำลังประดิษฐ์ผลงานชิ้นเอกที่จะเอาใช้งานนั้นเอง ซึ่งการปั้นดินเผาให้ออกมามีรูปร่างลักษณะต่างต่างกัน ถือว่าเป็นการผลิตผลงานทางด้านศิลปะอีกแขนงหนึ่งก็ว่าได้

ซึ่งเราเรียกศิลปะเครื่องปั้นดินเผานี้ว่า ศิลปะทางด้านประติมากรรม  นั่นก็เพราะว่าคำนิยามของคำว่าศิลปะก็คือ สิ่งที่มนุษย์เราเป็นคนที่สร้างขึ้นไม่ว่าอะไรก็แล้วที่มาจากฝีมือการทำมาจากฝีมือมนุษย์สิ่งนั้นคือศิลปะทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การถ่ายภาพ การออกแบบสร้างบ้าน การสร้างพระพุทธรูป และอื่นอื่นอีกมากมาย

แต่การที่เราเห็นดอกไม้สวย ต้นไม้สวย สิงเหล่านี้ไม่ใช่ศิลปะ เพราะทั้งดอกไม้และต้นไม้นั้นเกิดมาจากธรรมชาติไม่ได้เกิดมาจากฝีมือของมนุษย์ การทำเครื่องปั้นดินเผาที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ถือว่า ชาวบ้านที่ยังมีการปั้นเครื่องปั้นดินเผาอยู่กำลังสืบสานอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านเอาไว้ และศิลปะเครื่องปั้นดินเผานี้เป็นศิลปะท้องถิ่น

เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่มีการช่วยการทำสืบทอดต่อต่อกันมา ผลงานของศิลปะเครื่องปั้นดินเผา ที่ยังคงมีให้เห็นอยู่ในตอนนี้ ก็เช่น การทำแจกัน   การทำโอ่ง การทำไห การทำอ่างใส่น้ำ การทำครก หรือแม้แต่การชามใส่ของเป็นต้น

ซึ่งตอนนี้มีหลายจังหวัดที่ยังคงรักษาสืบทอดการทำศิลปะเครื่องปั้นดินเผาเอาไว้ โดยแต่ละที่และแต่ละท้องถิ่นก็จะมีเอกลักษณะและลวดลายในการทำเครื่องปั้นดินเผาที่แตกต่างกัน และแต่ละผลงานก็จะมีลวดลายที่ไม่ซ้ำกันด้วย และที่เรานำหลักการทางคณิตศาสตร์มารวมกับงานศิลปะแล้วกลายมาเป็นเครื่องปั้นดินเผานั้น

ก็เพราะว่าการที่เราจะทำเครื่องปั้นดินเผาออกมาเป็นผลงานสักชิ้น เราต้องมีการคำนวณจึงกึ่งกลางของการปั้นคำนวณ เวลาในการนำเครื่องปั้นดินเผามาพึ่งลมว่าต้องใช้กี่นาที หรือกี่ชั่วโมง และยังต้องมาคำนวณอุณหภูมิที่ใช้งานการเผาต้องใช้กี่องศา

ถึงจะทำให้ผลงานที่เราทำออกมาสมบูรณ์และสวยงามได้ และนี่คือส่วนที่บ่งบอกว่าเราทำศิลปะเครื่องปั้นดินเผาก็ต้องนำหลักการคำนวณทางคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนกัน

  โดยการใช้หลักการคำนวณแบบแคลคูลัสเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งเป็นการคำนวณสวนเว้าส่วนโค้งของผลงาน ซึ่งการออกแบบรูปทรงของเครื่องปั้นดินเผาด้วยการนำหลักการคำนวณแบบแคลคูลัสมาใช้ประโยชน์นั้นจะทำให้สิ่งที่เราปั้นออกมาได้รูปทรงที่สวยงาม

ชมอนุสรณ์สถานสงครามมหาเอเชียบูรพา

พาเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี ชมอนุสรณ์สถานสงครามมหาเอเชียบูรพา ที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว

        หากนึกถึงจังหวัดกาญจนบุรี เราจะต้องนึกถึงการท่องเที่ยวบ้านแพกันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่อันที่จริงแล้ว จังหวัดกาญจนบุรีนั้นมีที่เที่ยวที่หลากหลายสถานที่ และเป็นสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจและมีประวัติศาสตร์มายาวนาน และสถานที่เที่ยวที่คนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวติดอันดับต้นต้นของจังหวัดกาญจนบุรีก็คือ สะพานข้ามแม่น้ำแคว 

ซึ่งที่นี่จะมีสะพานทางรถไฟสำหรับเอาข้ามแม่น้ำโดยมีความยาวของสะพานแห่งนี้ประมาณ สามร้อยเมตร ซึ่งเราสามารถเรียกสะพานข้ามแม่น้ำแควนี้เป็นแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวคนไหนที่มาเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีต้องมาเช็คอินให้ได้ สำหรับที่สะพานข้ามแม่น้ำแควนี้มีประวัติศาสตร์มายาวนาน

ซึ่งการสร้างสะพานแห่งนี้ต้องเสียเลือดเนื้อของคนไทยไปมากมายหลายหมื่นชีวิต ในช่วงที่มีการสร้างสะพานตอนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในครั้งแรกที่มีการสร้างสะพานแห่งนี้

ด้วยความตั้งใจที่จะเอาไว้ใช้สำหรับลำเลียงอาวูธ โดยมีการตั้งสถานีต้นทางไว้ที่ชุมทางหนองปลาดุก จังหวัดราชบุรี  และจะขนอาวุธไปที่ปลายทางคือประเทศพม่า เมืองทันบูชายัค ซึงในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สองนั้นเป็นการนำอาวุธไปโจมตีประเทศพม่ากับประเทศอินเดีย

โดยคนที่เริ่มให้สร้างคือทหารญี่ปุ่น ซึ่งได้นำตัวเชลยทั้งของคนไทยและของประเทศอื่นมาช่วยกันสร้างสะพานแห่งนี้ให้เสร็จ โดยนั้นตอนนั้นเชลยถูกทารุณอย่างมาก ทั้งขาดน้ำ ทั้งป่วยไข้ และยังถูกทารุนทำร้ายร่างกายสารพัด ทำให้การสร้างสะพานแห่งนี้กว่าจะเสร็จต้องสังเวยชีวิตคนไปเป็นจำนวนมาก

โดยเคยมีการเปรียบเทียบกันเอาไว้ว่า หมอนรางรถไฟหนึ่งอัน ก็คือหนึ่งชีวิตที่ต้องมาจบสิ้นลงในตอนที่มาสร้างสะพานแห่งนี้ สะพานข้ามแม่น้ำแควแห่งนี้เนื่องจากมีการสร้างมาแล้วหลายปี จึงมีการชำรุดทรุดโทรม ซึ่งก็ได้มีการมาปรับปรุงซ่อมแซมอยู่ตลอดเวลา เพราะต้องการให้ที่นี่เป็นอนุสรณ์ของความเสียสละของเชลยที่ต้องมาจบชีวิตลงที่นี่ และเป็นหลักฐานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยที่ควรรักษาเอาไว้

ปัจจุบันสะพานข้ามแม่น้ำแควนี้ถูกดูแลโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย  ซึ่งจะคอยมาดูแลซ่อมแซมเมื่อสะพานมีการชำรุดทรุดโทรมอยู่ตลอดเวลา นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต่างก็พากันมาเที่ยวที่นี่กันไม่ขาดสาย

ซึ่งนับได้ว่าสะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดกาญจนบุรีเลยก็ว่าได้ โดยการมาที่นี่แค่นั่งรถไฟก็มาถึงได้แล้ว และจุดที่ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจคือ นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นมาเดินบนสะพานข้ามแม่น้ำแควแห่งนี้ได้ด้วย แต่ให้ระวังฟังเสียงสัญญาณเตือนรถไฟเอาไว้เท่านั้นเอง