ตายแล้วฟื้นมีอยู่จริง

ชีวิตหลังความตายมันมีอยู่ใช่หรือไม่และก็ชีวิตหลังความตายนั้นเป็นอย่างไร?

ในกรณีของมนุษย์ที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว แล้วจะกลับมารู้สึกตัวอีกรอบหนึ่งเปอร์เซ็นมันเกือบเป็บศูนย์แต่ว่ามันได้มีบางกรณีที่เสียชีวิตไปแล้วกลับมารู้สึกตัวมีชีวิตอีกครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วก็ต่างประเทศพวกเราก็ตกใจอยู่เช่นเดียวกันว่าคนอะไร ตายไปแล้วฟื้นกลับมาได้หรือ

จริงๆทางหลักวิทยาศาสตร์เขาก็ได้อ้างอิงเอาไว้ว่าจริงๆร่างกายมนุษย์เรามันบางทีก็อาจจะยังไม่ตายร้อย%แต่ว่าพวกเราลองคิดภาวะหัวใจหยุดเต้นร่างกายเย็นแต่ว่ามนุษย์เรากลับมามีชีวิตได้อย่างไร รวมทั้งบางบุคคลเซลล์ที่อยู่ภายในร่างกายบางส่วนมันได้ตายไปและจากนั้นก็เลยแปลกใจว่ามันเป็นอย่างไร

ยกตัวอย่างในประเทศไทยพวกเรามันจะมีอยู่กรณีหนึ่งที่ได้มีน้องคนหนึ่งที่ได้เสียชีวิตไปน้องมีอายุโดยประมาณ10ขวบราวๆ5-6ปีที่ผ่านมาที่น้องนั้นได้ตายไปแล้วทางเครือญาติหรือแพทย์ก็ได้จับตัวน้องตัวน้องยังอุ่นๆแต่ว่าจู่ๆน้องเขาก็ได้ฟื้นขึ้นมาจากความตาย

แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือภายหลังที่ร่างกายตายไปได้ช่วงเวลาก็ยาวนานหลายวันสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเซลล์ภายในร่างกายของน้องได้ตายไปบางส่วนแล้วรวมทั้งมือของน้องก็ได้เป็นเนื้อแห้งๆแข็งไม่อาจจะขยับมันได้แล้วถ้าหากจะเอาง่ายๆมันก็จะอย่างกับศพของมันมี่เนื้อมันแห้งๆไม่อาจจะขยับได้

ซึ่งเรื่องราวนี้มันได้เกิดขึ้นในประเทศไทย พวกเราก็เลยตกใจว่ามนุษย์เราเมื่อตายไปแล้วมันสามารถกลับมารู้สึกตัวได้อีกหรอมันหน้าประหลาดใจมากแล้วอย่างในกรณีนี้มันไม่ใช่กรณีแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมันเคยมีกรณีก่อนหน้าที่ผ่านมาถ้าหากผู้ใดไปพบอ่านข่าวสารได้ว่ามันได้มีคนบางบุคคลเสียชีวิตไปแล้ว

ร่างกายนั้นเย็นมากแต่ว่าฟื้นขึ้นมาได้ทางแพทย์ก็เลยสับสนมันเกิดอะไรขึ้นด้านวิทยาศาสตร์ก็ยังบอกมิได้แต่ว่าเขาได้คาดคะเนกันว่าราวกับร่างกายมันช็อกทุกสิ่งทุกอย่าง มันหยุุดปฏิบัติงานไปแล้วแล้วก็ราวกับร่างกายมันกลับมาได้มันก็ยังไม่มีหลักฐานรับรองทางด้านวิทยาศาสตร์ได้ว่ามนุษย์เราสามารถหยุดร่างกายราวกับดับร่างกายแล้ว

เปิดขึ้นมาใหม่มันก็ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดที่จะพิสูจน์ได้หรือมีหลักฐานสำหรับในการรับรองมันก็เลยนึกไม่ออกว่ามันได้เกิดมาจากอะไร ซึ่งในขณะนี้มนุษย์เราก็ยังไม่รู้ในต่างประเทศใช่ว่ามันจะไม่มีในต่างประเทศก็มีบางบุคคลอยู่ในโลงศพกำลังเอาเข้าเตาเผาแล้วจู่ๆราวกับมีเสียงเคาะออกมาจากโลงศพที่มีคนเสียชีวิตปรากฎผู้ที่เสียชีวิตที่นอนอยู่ในโลงศพยังไม่เสียชีวิตแต่ว่าถึงจะอย่างไรก็ยังโชคดีที่ยังไม่ถูกเผาทั้งที่ยังไม่ตาย

 

สนับสนุนโดย  entaplay ดี ไหม

ตำนานปีศาจงูเมดูซ่าที่แท้จริงแล้วไม่ได้น่ากลัวแต่น่าสงสารมากกว่า?

ถ้าเราพูดถึงตำนานงูปีศาจเมดูซ่าเราเชื่อว่าหลายๆคนก็อาจจะจำภาพลักษณ์ในรูปแบบของปีศาจงูที่มีแต่ความชั่วร้ายปีศาจงูที่คนตีหน้าว่าเป็นความอัปโชคถ้าใครได้เห็นปีศาจงูตัวนี้และได้มองหน้าคนๆนั้นก็จะถูกสาปให้กลายเป็นหิน

ส่วนใหญ่แล้วก็จะจำภาพลักษณ์ของเมดูซ่าก็ประมาณนี้ใช่หรือไม่แต่ในความเป็นจริงแล้วพอเราได้ไปศึกษาและได้ไปหาข้อมูลมาจริงๆ เขาบอกว่าจริงๆแล้ว เมดูซ่า ไม่ได้เป็นปีศาจงูเมดูซ่าได้เป็นเพียงแค่ผู้หญิงธรรมดาที่ถูกใส่ความที่ถูกเกียจและถูกอิจฉาจากคนบางกลุ่มเพียงเท่านั้น

ซึ่งตรงนี้ตามข้อมูลที่เราได้ไปหามาเขาได้บอกเอาไว้ว่า เมดูซ่า  ก็คือหนึ่งในสามพี่น้องของของเทพ Metis,เมทิส ที่เขาว่ากันว่าได้มีน่าตาที่สวยที่สุดในในกรุงเอเทนว่ากันว่าน่าตาของเมดูซ่ามีความสวยงมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผิวพรรณเรื่องใบหน้าคิ้วตาจมูกองประกอบ

โดยรวมต่างๆเธอสวยที่สุดในกรุงเอเทนเลยก็ว่าได้แต่สิ่งที่สวยที่สุดที่ทำให้คนพูดถึงเมดูซ่านั่นก็คือเส้นผมของนางว่ากันว่าเส้นผมของนางได้มีความสวยและเงางาม และตามตำนานเขาก็ยังได้บอกอีกว่าในเวลาต่อมาเทพซุสที่กำลังโหยหาความยิ่งใหญ่

เขาต้องการพลังของเทพ Metis,เมทิสที่เขาว่ากันว่าได้เป็นเทพแห่งสติปัญญาซุสก็เลยได้ทำการหลอกลวง Metis,เมทิสให้เข้าไปหาก่อนที่จะหลอกลวง Metis,เมทิสได้แปลงกายให้เป็นสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยอย่างแมลงวันและได้จับกินเข้าไปหลังจากนั้นซุสก็ได้ครอบครองพลังแห่งสติปัญญามานั่นเอง

แต่ในเวลานั้นเทพ Metis,เมทิสเขาก็ไม่ได้เสียชีวิตทันทีหลังจากที่เทพซุสได้กินเข้าไปพลังของนางก็ได้มีความแข็งแกร่งในระดับเทพนางจึงได้ขึ้นไปอยู่ตรงบริเวณส่วนหัวของซุสและได้ทำการปล่อยพลังออกมาจึงทำให้ซุสได้ปวดหัวอย่างรุนแรง

ถึงขั้นที่ว่าหัวของซุสระเบิดอออกมาและสิ่งที่มันออกมาจากหัวของซุสนั้นนั่นก็คือลูกของนางอีกคนหนึ่งที่มีชื่อว่าAthena,เอฌธน่า นั่นเองหากพูดแบบนี้หลายๆคนก็อาจจะงง

ซึ่งตรงนี้เราต้องขออธิบายเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยในเวลานั้นเทพ Metis,เมทิสเขากำลังได้ตั้งท้องคนที่สี่อยู่เทพซุสเขาไม่รู้ว่าเทพ Metis,เมทิสเขากำลังตั้งท้องและสิ่งที่ออกมาจากหัวของเทพซุสในเวลานั้นนั่นก็คือลูกของเทพ Metis,เมทิสนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  entaplay slot

มุกมณีแห่งลาวใต้

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งจะมีลักษณะของอากาศที่ร้อนชื้นในความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในแต่ละปีนั้นมันจะเห็นได้เลยว่ามันได้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างความแห้งแร้งในฤดูแร้งและความชุ่มชื้นในฤดูฝน

โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอินโดจีนที่จะได้รับอิทธิพลลมมรสุมจากตะวันตกเฉียงใต้จึงทำให้มีฝนตกลงมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมก่อนที่มันจะค่อยๆจางเม็ดเลยไปในช่วงของเดือนตุลาคมของทุกๆปีและอย่างที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้ว

ว่ากลุ่มในประเทศเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยพม่า ลาว กัมพูชา หรือเวียดนาม ทุกประเทศต่างก็ยังจะต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเพื่อจะเอามาหล่อเลี้ยงในระบบของเศรษฐกิจในการท่องเที่ยวแต่โดยทั่วไปแล้วในช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวเบาลงและสายฝนที่ได้ตกลงมาตลอดทั้งวันมันจะเป็นปัญหาในการวางแผนต่อการเดินทาง

แต่ในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ สำหรับเขตพื้นที่ทางใต้ของสาธารณะประชาธิปไตยประชาชนลาวมันได้เป็นอีกหนึ่งทางของนักท่องเที่ยวที่ได้ชอบความสวยงามของธรรมชาติเพราะทั่วแขวงของลาวใต้มันเต็มไปด้วยภูเขาที่มีึความอุดมสมบูรณ์

ในภูมิประเทศที่ยังได้เป็นเทือกเขาที่ได้มีความสูงและต่ำต่างระดับกันไปที่มันจะทำให้เราสามารถที่จะพบเห็นน้ำตกต่างๆจำนวนมากทั้งน้ำตกแห่งนี้ต่างก็จะมีน้ำที่บริสุทธิ์และสวยงามอีกทั้งยังมีความเป็นธรรมชาติเสน่ห์ของน้ำตกแห่งลาวใต้นั้น

จึงได้ดึงดูดให้นักที่ชื่นชอบในการเดินทางจากต่างถิ่นต่างก็ได้พากันมาตามหาจุดมุ่งหมายกัน โดยในช่วงฤดูฝนมันได้เป้นอีกสิ่งหึ่งที่เราจะมาเที่ยวชมน้ำตกและแห่งประวัติศาสตร์และน้ำตกในแต่ละแห่งจะแสดงความเป็นตัวตนออกมาให้เราได้เห็นกันอย่างชัดเจนมากที่สุด

ซึ่งในความงามแห่งนี้จะส่องความงามออกมาด้วยสายน้ำที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเราอาจจะเปรียบได้ดั่งเหมือนมวลมุกมณีที่ได้พบเห็นอยู่กลางป่าสำหรับลาวใต้หรือว่าลาวตอนล่างก็จะเริ่มนับตั้งแต่สวรรค์เขตลงไปซึ่งมันก็จะมีอยู่ทั้งหมดเลยประมาณ5แขวงนอกจากสวรรค์เขตแล้วก็จะมีแขวงสาละวันจำปาสัก

สำหรับเขตแขวงของลาวใต้อาจจะมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวเพราะว่ามันได้มีความหลากหลายโดยเฉพาะเเหล่งท่องเที่ยวทางธรรชาติและแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนอกจากทุกแขวงต่างก็ได้มีความเป็นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และยังได้เคยเป็นสมรภูมิในช่วงของสงครามมาก่อนแล้วทั้งสิ้นหลังจากที่สิ้นสุดสงครามมาอย่างยาวนานลาวได้เปิดประเทศติดต่อกับต่างชาติเพื่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในครั้งนี้

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ตำนานนิทานพื้นบ้านของภาคใต้ที่มาที่ไปของคนกินข้าว

            ตำนานที่จะพูดถึงในวันนี้เป็นตำนานของคนจังหวัดสงขลาที่พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องว่าคนนั้นเริ่มกินข้าวตั้งแต่เมื่อไหร่และเหตุใดคนในปัจจุบันนี้ถึงกินข้าวซึ่งว่ากันว่าในสมัยโบราณนั้นผู้คนไม่รู้จักข้าวสารและผู้คนนั้นไม่ได้กินข้าว

แต่คนสมัยก่อนนั้นกินข้าวเปลือกหรือรำข้าวนั้นเองด้วยว่ากันว่าเมื่อชาวบ้านทำไร่ไถนาปลูกข้าวและได้ผลผลิตออกมาแล้วพวกเขาก็จะเอาผลผลิตที่เป็นเมล็ดข้าวเปลือกนั้นมาตากแดดให้แห้งหลังจากนั้นพวกเขาก็จะนำเมล็ดข้าวเปลือกมาตำให้ละเอียด

ซึ่งก็จะได้รำข้าวแยกออกมาส่วนเมล็ดข้าวที่เป็นสีขาวนั้นพวกเขาพากันเรียกว่าแก่นข้าวซึ่งชาวบ้านไม่นิยมกินแก่นเท่ากันแต่จะหันไปกินรำข้าวแทนส่วนแก่นข้าวนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะทิ้งขว้างๆอยู่แถวบริเวณรอบๆบ้านของตนเองเท่านั้นอยู่มาวันหนึ่งมีครอบครัวหนึ่งพ่อกับแม่ได้มีการทำรำข้าวให้ลูกชายกิน

แต่ลูกชายก็ไม่ยอมกินอีกทั้งยังร้องไห้โยเยเสียงดังโวยวายทำอย่างไรไม่ว่าจะปลอบหรือจะกอดแค่ไหนเด็กก็ไม่ยอมกินรำข้าวทำให้พ่อนั้นรู้สึกโกรธมากจึงได้ตะโกนต่อว่าพร้อมกับบอกว่าจะเอาแก่นข้าวหรือข้าวสารมาต้มให้กินเมื่อเด็กได้ยินดังนั้นก็เงียบเสียงร้องในทันทีพ่อกับแม่จึงได้เอารำข้าวให้ลูกกินอีกแต่ลูกก็ร้องไห้อีกด้วยความโกรธพ่อจึงได้เอาข้าวสารไปต้มแล้วนำมาให้ลูกกินหลังจากที่ลูกได้กินแล้ว

ก็เลิกร้องไห้และยิ้มหัวเราะชอบใจหลังจากนั้นก็นอนหลับพอแม่เห็นดังนั้นก็คิดว่าลูกของตนเองนั้นกินข้าวสารตายเสียแล้วต่างก็พากันร้องไห้ซึ่งลูกชายเมื่อได้ยินเสียงพ่อกับแม่ร้องไห้จึงลืมตาขึ้นมาวันต่อมาพ่อกับแม่ก็ตำรำข้าวให้กินอีกแต่เด็กก็ไม่ยอมกินอีกแต่เมื่อนำเข้าสารไปต้มมาให้กินเด็กกับกินและมีความสุขทำให้พ่อกับแม่นั้นหันมาต้มข้าวสารให้ลูกกินทุกวัน

และเมื่อเห็นว่าลูกกินแล้วมีความสุขและไม่ได้เกิดอันตรายอะไรพ่อกับแม่ก็เลยเริ่มที่จะกินข้าวสารต้มตามลูกร่างและเมื่อกินเข้าไปนั้นก็พบว่าข้าวสารที่ต้มนั้นอร่อยกว่าการกินรำข้าว นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาครอบครัวนี้ก็พากันกินข้าวสารเลยมาและเลิกกินรำข้าวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาส่วนเพื่อนบ้านเมื่อเห็นว่าบ้านนี้มีการกินข้าวสาร

และไม่ยอมกินรำข้าวก็ได้ลองมาขอชิมดูบ้างซึ่งก็พากันติดใจว่าข้าวสารนั้นอร่อยกว่ารำข้าวและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผู้คนทั่วไปต่างก็หันมากินข้าวสารแทนและเลิกกินรำข้าวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทันทีและนี่คือตำนานที่เล่าขานกันว่ามนุษย์เรานั้นกินข้าวสารตั้งแต่เมื่อไหร่นั่นเอง 

 

 

สนับสนุนโดย  dewabet

อักษรเวทย์มนต์โบราณและเรื่องราวอนุสาวรีย์ประวัติศาสตร์

อักษรเวทย์มนต์โบราณ

ในปี2015นักวิจัยของมหาวิทยาลัยยูซีเดวิสได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และยังได้เผยความลับที่ได้มีการบันทึกอยู่ภายในแผ่นจารึกโบราณสีเงินที่ยังไม่เคยมีใครเปิดได้ภายในแผ่นเงินนั้นเป็นอักษรโบราณที่ยังไม่มีการศึกษามาก่อน

โดยเชื่อว่ามันน่าจะเป็นคาถาเวทย์มนต์ ซึ่งมีรูปแบบเป็นตัวอักษรคล้ายคลึงกับอักษรอาราบิก ลักษณะของแผ่นเงินนี้เป็นแผ่นฟอยล์บางมีขนาดความยาวประมาณ5ซม.ภายในได้มีการจารึกข้อความปริศนา ซึ่งไม่มีใครรู้ถึงที่มาแผ่นจารึกโบราณนี้ได้ถูกในเมืองเจราช ประเทศจอร์แดน ได้เป็นเมืองที่ถูกค้นพบเมื่อ2000ก่อนยุคปัจจุบัน

ซึ่งได้เคยถูกปกครองโดยชาวกรีก โรมัน และ อาหรับ นักโบราณคดีเชื่อว่าในช่วงกลางศตวรรษที่8ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรที่ทำให้เมืองถูกทำลายด้วยอายุและความเปราะบางของโบราณวัตถุชิ้นนี้ทำให้นักวิจัยจะต้องอาศัยเครื่องซีทีสแกนและการสร้างแบบจำลองสามมิติ เพื่อให้เห็นข้อความปริศนาที่ถูกจารึกอยู่ด้านใน

อนุสาวรีย์ของมุสโสลินี

เมื่ออนุสาวรีย์ได้ถูกสร้างขึ้นในกรุงโรม เมื่อปี1932  ได้มีการใส่ข้อความบางอย่างถึงอนุชนรุ่นหลังซ่อนอยู่ภายในอนุสาวรีย์นั้น โดยเป็นข้อความที่ไม่สามารถอ่านในรูปแบบปกติได้ เนื่องจากได้มีหินขนาด300ร้อยตันทับอยู่ด้านบนแต่ศาสตราจารย์ เบททินา ไรทซ์-จูซ และ ฮาน ลาเมอร์ ได้ทำการเก็บข้อมูลจากกรุงโรมแล้ว

นำมาวิเคราะห์ จากนั้นจึงได้พบข้อความเหล่านั้นเป็นบนสรรเสริญ ซึ่งมี3ส่วนและมีทั้งหมด1,200คำได้เขียนขึ้นมาโดยอาเรลิโอ จูเซปเป เอมาตตูชชี่  ซึ่งได้บรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของลัทธิฟาสซิสต์รวมไปถึงความรุ่งเรืองของมุสโสลินีความกังวลเกี่ยวกับองค์กรเยาวชนฟาสชิสต์และข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างอนุสาวรีย์นี้

นอกจากนี้ ดร. ลาเมอร์ กล่าวว่า ข้อความเหล่านั้นบรรยาายเปรียบมุสโสลินีเป็นดั่งจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งโรมอีกทั้งยังได้เป็นผู้ไถ่บาปให้แก่ประชาชนอิตาเลียนทั้งนี้ยังได้เชื่ออีกว่าข้อความเหล่านี้เหมือนถูกออกแบบมาให้พบเจอหลังการสิ้นสุดของลัทธิฟาสชิสต์ เพื่อที่จะได้ส่งต่อเสียงแห่งลัทธิฟาสชิสต์ไปยังอนาคต  นาฬิกาของลินคอล์น

ในช่วงของสงครามกลางเมือง เมื่อวันที่13เมษายน ปี1861 นาฬิกาของอับราฮัม ลินคอล์น ได้ไปอยู่กับช่างทำนาฬิกาชาวไอริชนามว่า โจนาธาน ดิลลิน ผู้ซึ่งสลักข้อความเป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์การโจมตีที่ฟอร์ซัมเตอร์ไว้ในนาฬิกาเรื่อนนั้น

โดยมันได้ถูกซ่อนมานานกว่า150ปี นาฬิกาของลินคอล์น ได้ถูกบริจาคโดดยเหลนของเขาให้แก่พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนที่ตั้งอยู่ในเมืองวอชิงตันดีซี ตั้งแต่ปี1958 แต่ข้อความมันกลับพึ่งถูงพบเมื่อในปี2009เมื่อทางพิพิภัณฑ์ได้รับการบอกใใบ้จากลูกของเหลนของเขา

 

 

สนับสนุนโดย  next88 ทางเข้า

ตำนานต้นมะขามวัดแคจังหวัดสุพรรณบุรี 

       สำหรับใครก็ตามที่เคยอ่านวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนจะต้องคุ้นเคยกับวัดที่ชื่อวัดแคอย่างแน่นอน เนื่องจากว่าวัดแคแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและเป็นวัดที่มีชื่อเสียงอย่างมากในจังหวัดสุพรรณบุรี

ซึ่งในวัดแคนี้มีต้นมะขามอยู่ต้นหนึ่งซึ่งเป็นต้นมะขามที่มีขนาดใหญ่และมีอายุนานหลายร้อยปีโดยขนาดของต้นมะขามนั้นได้มีการลองนำคนมายืนจับมือกันแล้วเทียบเท่ากับ 9 คนโอบเลยทีเดียวและต้นมะขามแห่งนี้ก็อยู่ภายในบริเวณวัดแคนี้มาอย่างช้านาน และต้นมะขามต้นนี้ก็ได้รับน้ำมาจากแม่น้ำท่าจีนเนื่องจากว่าถูกอยู่ริมแม่น้ำและที่คนสุพรรณบุรีรู้จักต้นมะขามต้นนี้ก็เพราะว่าในสมัยนั้นขุนแผน

ได้เคยมาเรียนวิชาอาคมอยู่ที่วัดแคแห่งนี้นั่นเอง โดยตามตำนานมีการระบุเอาไว้ว่าขุนแผนได้ร่ำเรียนวิชาอยู่ในวัดแคแห่งนี้และวิชาหนึ่งที่มีการเรียนนั่นก็คือวิชาเสกใบมะขาม โดยสามารถเสกใบมะขามใน ณ ตอนนั้นได้นำใบมะขามต้นนี้ไปเสกเป็นสัตว์เช่นตัวต่อและตัวแตนเอาไว้โจมตีข้าศึกซึ่งเล่าเรียนวิชามาจากพระอาจารย์คงนั่นเอง

ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าภายในบริเวณวัดแคร์จะมีการสร้างเรือนขุนแผนเอาไว้อยู่ใกล้ๆกับบริเวณต้นมะขามยักษ์แห่งนี้ด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็นเป็นต้นมะขามยักษ์ขนาดใหญ่หรือแม้แต่เรือนของขุนแผนก็ยังคงมีอยู่ภายในบริเวณของวัดแคและนักท่องเที่ยวก็มักจะเดินทางมาท่องเที่ยวและพากันมากราบไหว้เคารพสักการะต้นมะขามยักษ์แห่งนี้

รวมถึงการขึ้นไปชมความงดงามบนเรือนขุนแผนอีกทั้งยังมีรูปปั้นของขุนแผนพร้อมกับบทท่องคาถาบูชาขุนแผนให้นักท่องเที่ยวนั้นได้กราบไหว้และท่องบทสวดอีกด้วย ซึ่งเรื่องราวของขุนแผนนี้เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานโด่งดังมาเนิ่นนานถูกมีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และละครอยู่หลายครั้งโดยตำนานของขุนแผนนั้น

เป็นตำนานทั้งขุนแผนผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าคอยช่วยเหลือประเทศชาติอีกทั้งยังเป็นตำนานของขุนแผนซึ่งเป็นผู้ชายที่มีความหล่อเหลาและเป็นบุคคลที่หญิงสาวมากมายหลายคนใฝ่ปองทำให้หลายคนนั้นเปรียบเทียบกับผู้ชายที่เจ้าชู้ว่าเป็นขุนแผนกับชาติมาเกิดซึ่งตำนานนั้น

จะมีหนังสือที่ชื่อว่าขุนช้างขุนแผนคอยบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครที่เป็นความรักระหว่างหนึ่งหญิงสองชายซึ่งเราสามารถหาซื้อหนังสือเหล่านี้มาอ่านพร้อมทั้งสามารถที่จะค้นหาตำนานต้นมะขามยักษ์ในวัดแคแห่งนี้ได้

       อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเรื่องราวนี้จะเป็นเพียงแค่ตำนานเท่านั้นแต่ก็ยังมีหลายคนที่ให้ความศรัทธาและเชื่อถือหรือยังเดินทางกันมาที่วัดแคจังหวัดสุพรรณบุรีนี้กันอย่างหนาแน่นเพื่อมาทำการกราบไหว้ขอพรเพราะเชื่อกันว่าต้นมะขามยักษ์ต้นนี้เป็นต้นมะขามศักดิ์สิทธิ์ต้นหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี

 

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  entaplay th

ดาวปริศนาขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “แพลนเนท์ ไนน์” หรือ “ดาวเคราะห์ดวงที่เก้า”

สัญญาณว้าว

ในเดือนสิงหาคม ของปี1977 มหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตตได้ทำการสร้างกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ถูกออกแบบมาให้สามารถจับสัญญาณของสิ่งมีชีวิตนอกโลกโดยได้มีการตรวจจับสัญญาณวิทยุปริศนาไว้ได้ที่ความถี่1,420.46เมกกะเฮิร์ตความยาวประมาณ1นาที

โดยสัญญาณนี้ได้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “สัญญาณว้าว“  แแม้ว่าหลายคนคาดหวังว่า สัญญาณนี้น่าจะมาจากมนุษย์ต่างดาวแต่จากข้อมูลที่ได้มา ในปี2016 โดนนักดาราศาสตร์นามว่า แอนโทนิโอ แพรีส  อาจจะสามารถระบุแหล่งที่มาที่แท้จริงได้จากตำแหน่งที่สัญญาณถูกส่งมาคาดว่าน่าจะเกิดจากดาวหางสองดวง

ที่ได้โคจรเข้ามาอยู่ในบริวณเดียวกับในระบบสุริยะพอดีจากนั้นจึงได้มีการเฝ้าสังเกตุการณ์ดาวหางทั้งสอง ซึ่งก็คือดาวหาง266PกับดาวP/2008Y2 และสามารถตรวจจับสัญญาณแบบเดียวกันกับที่เคยพบในปี1977ทางนักดาราศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดดาวหางมันสามารถทำให้เกิดเสียงเช่นนี้ได้แต่ เนื่องด้วยลักษณะของความถี่ของสัญญาณจึงได้คาดว่ามันน่าจะเกิดขึ้นจากสัญญาณจากเมฆไฮโดรเจนนั่นเอง

นิคุ

ในปี2016ทางหอสังเกตการณ์Pan-STARRSที่ตั้งอยู่ในฮาวายสามารถตรวจพบความผิดปกติของวัตถุบางอย่างในระบบสุริยะโดยซึ่งนี้มันได้ถูกเรียกในชื่อ นิคุ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าวัตถุโพ้นดาวเนปจูน และเมื่อได้ดูจากแสงของมันคาดว่า นิคุ

มันอาจจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง125ไมล์เท่านั้นแต่สิ่งที่มันได้เป็นลักษณะเฉพาะและแปลกประหลาดของ นิคุ คือ การโคจรที่มีความเอียงจากระบบสุริยะถึง110องศา ซึ่งวัตถุในระบบสุริยะจะโคจรไปในทิศทางเดียวกันแต่การโคจรของ นิคุ กลับเป็นไปในลักษณะย้อนกลับหลายคนเห็น

ว่าการโคจรที่ยากจะอธิบายของ นิคุ นี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับแรงดึงดูดของดาวปริศนาที่มีชื่อว่า “แพลนเนท์ ไนน์” หรือ “ดาวเคราะห์ดวงที่เก้า”กล่าวว่าดาวปริศนาขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณขอบระบบสุริยะนี้จะโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยใช้เวลามาถึง10,00-20,000ปีเลยทีเดียว

แพลนเนท9

หากแพลนเนท9นั้นมันได้มีอยู่จริงๆสิ่งเหล่านี้มันจะมีขนาดใหญ่กว่าโลกถึง10เท่าอีกทั้งยังโคจรอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์1,000เท่า โดยแพลนเนท9จะโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นลักษณะวงรี ซึ่งที่มาที่ไปของมันถือว่าเป็นเป้าหมายใหม่ที่หลายคนอยากรู้ความจริงมีอาสาสมัครกว่า60,000คนที่เข้าร่วมกับโครงการของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย

โดยได้ร่วมกันระบุตำแหน่งของวัตถุจากภาพที่ภ่ายได้จากกล้องโทรทรรศน์สกายแมปเปอร์จากพิกัดท้องฟ้าที่เฝ้าสังเกตการณ์นั้นพบว่ากว่า90%เป็นดาวขนาดใกล็เคียงกับดาวเนปจูนแต่มีเพียง4ดวงที่มีความเป็นไปได้ว่ามันอาจเป็นดาวที่กำลังมองหา ซึ่งดาวทั้ง4ดวงนั้นมีลักษณะที่บ่งชี้ว่าอาจจะกลายมาเป็นดาวขนาดใหญ่ดวงใหม่ของระบบสุริยะได้

 

สนับสนุนโดย  entaplay poker

ตำนานสารทขนมบ๊ะจ่าง เวอร์ชั่นนางพญางูขาว

         พูดถึงเรื่องขนมบ๊ะจ่างเราแล้วก็จะมีตำนานมากมายหลายตำนานที่พูดถึงกันด้วยขนมบ๊ะจ่างนั้นถือว่าเป็นขนมของคนจีนที่มีการทำขึ้นมาซึ่งในสมัยก่อนนั้นขนมบ๊ะจ่างมีการทำขึ้นมาและมีการห่อขนมไว้อย่างมิดชิดด้านในก็จะมีส่วนผสมของอาหารหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นข้าว

และสารอาหารต่างๆโดยขนมนี้จะมีการทำขึ้นมาและถูกโยนไปในแม่น้ำซึ่งวิธีการที่ยอมขนมบะจ่างลงในแม่น้ำนั้นมีการเชื่อกันว่าเป็นการนำขนมไปเซ่นไหว้  ซีว์หยวน ซึ่งเขาเป็นคนดีของบ้านเมืองที่ดีปกป้องคุ้มครองประเทศชาติมาอย่างยาวนานแต่แล้วก็ต้องมาจบชีวิตด้วยการกระโดดน้ำตายซึ่งวันที่เขาได้มีการฆ่าตัวตายด้วย

การกระโดดน้ำนั้นตรงกับวัน 5 ค่ำเดือน 5 ตามข้อมูลของประเทศจีนอย่างไรก็ตามหลังจากที่ ซีว์หยวนได้ฆ่าตัวตายคนจีนก็ได้มีการทำขนมมาเพื่อทำการเซ่นไหว้ซีว์หยวน ในทุกๆปีเมื่อถึงวัน 5 ค่ำเดือน 5 อย่างไร

ก็ตามมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับขนมบ๊ะจ่างนี้พูดถึงเรื่องของนางพญางูขาวซึ่งเป็นตำนานของคนจีนในสมัยโบราณโดยว่ากันว่าขนมว่าจากนี้มีการทำมาอย่างยาวนานแล้วตั้งแต่ก่อนจะมีนางพญางูขาวเกิดขึ้นซึ่งนางพญางูขาวนั้นได้เป็นงูที่มีการบำเพ็ญตบะมาอย่างยาวนานและได้มีการตกหลุมรักกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งไปเรียนเพื่อสอบเข้ารับราชการเพื่อจะได้เป็นขุนนางของประเทศจีนแต่อย่างไรก็ตามเมื่อทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

ในทุกๆช่วงของปีนี้ตรงกับวัน๕ค่ำเดือน๕นั้นนางพญางูขาวสกัดตัวเองอยู่แต่ในบ้านแล้วไม่ออกมาส่งสินค้าข้างนอกด้วยเนื่องจากว่าในช่วงวันดังกล่าวนั้นชาวบ้านมักจะมีการทำขนมบ๊ะจ่างรวมถึงจะมีการทำเหล้าชนิดหนึ่งขึ้นมาซึ่งเหล่านั้นเรียกว่าเราส่งหวงซึ่งส่วนผสมของเราส่งห่วงนั้นมีส่วนผสมที่เป็นสารกำมะถัน

และสารหนูซึ่งสารนี้จะช่วยในเรื่องของการกำจัดหนูและงูรวมถึงสัตว์มีพิษชนิดต่างๆซึ่งถ้าหากสัตว์ต่างๆเหล่านี้ได้กลิ่นของเราส่งหัวหน้าพวกมันก็จะหลีกหนีซึ่งคุณสมบัตินี้เองที่ทำให้นางพญางูขาวนั้นกลัวเป็นอย่างมากจึงไม่เคยออกไปร่วมกิจกรรมทำขนมบะจ่างกับชาวบ้านเลยอย่างไรก็ตามในวันที่มีเทศกาลทำขนมบ้า

จากนั้นมีอยู่ปีหนึ่งที่สามีของนางพญางูขาวนั้นได้มีการนำเหล้ามาให้ภรรยาของตนเองกลึงซึ่งในเหล้านั้นเป็นเหล้าส่งหวงซึ่งนางพญางูขาวเองก็รู้ดีว่าในระหว่างนั้นมีส่วนผสมของเราส่งห่วงอยู่แต่เธอก็ยังกินจนเมามายหลับไปทั้งคู่

พร้อมกับสามีเมื่อสามีตื่นขึ้นมากลางดึกจึงได้เห็นร่างที่แท้จริงของภรรยาตนเองว่าภรรยาของตนเองนั้นเป็นงูและนี่คือเรื่องเล่าของขนมบ๊ะจ่างที่มีมาเป็นตำนานในเรื่องของนางพญางูขาวซึ่งปัจจุบันนั้นเราก็นำมาเป็นภาพยนตร์ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องของความรักและงูให้กับประชาชนได้รู้กันโดยมีการทำมาหลายเวอร์ชั่นแล้ว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  rb88 สล็อต

เรือเหาะเเอล-8 ว่างเปล่าโดยปริศนาและ2สาเหตุการ์ที่น่าขนลุก

หญิงสาวปริศนา

ภาพถ่ายจากพิพิธภัณฑ์ครัสโนยาสค์ ในไซบีเรียของช่วงปี1900ได้เผยถึงบุคคลลึกลับที่มักจะปรากฎอยู่ในหลายๆภาพบุคคลนั้นคือหญิงสาวผู้ซึ่งไว้ผมเปียใส่ชุดขาวและสวมหมวกที่มีดอกไม้ประดับ ซึ่งเธอมักจะมองมายังกล้องที่กำลังจับภาพอยู่เสมอ

ในบางภาพเธอจะยืนอยู่บนหลังคาหน้าบริเวณสะพานรถไฟของเมืองครัสโนยาสค์และยังได้มีอยุ่อีกหลายภาพที่พบบุคคลนี้ยืนอยู่ใกล้กับเด็กคนอื่นอีกทั้งยังอยู่ตามบริเวณหน้าอาคารต่างๆในเมืองอีกด้วย

ซึ่งน่าแปลกที่กว่ายี่สิบภาพปรากฎเธออยู่ในต่างสถานที่และเวลาแต่ใบหน้าและการแสดงท่าทางของเธอไม่เคยเปลี่ยนเลยเธอนั้นดูโศกเศร้าปากและใบหน้าขอเธอดูบูดบึ้งแม้ในขณะที่เธอดูเหมือจะโพสท่าสำหรับการถ่ายรูปก็ตามทางนักวิจัยของพิพิธภัณฑ์พยายามที่จะค้นหาว่าเธอคือใครแต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถระบุตัวตนของเธอได้

ภาพติดวิญญาณในวันงานแต่ง

ซึ่งรูปภาพนี้ได้เป็นรูปภาพของคู่บ่าวสาวที่ถูกถ่ายในปี1942ในเมืองแจสเปอร์ รัฐอลาบามา ซึ่งถ้าหากดูเผินๆก็อาจจะเป็นแค่เพียงภาพถ่ายธรรมดาแต่เมื่อได้สังเกตตรงบริเวณพุ่มไม่ที่อยู่ด้านหลังมันกลับมีบางสิ่งที่ชวนขนลุกติดมาด้วยสิ่งนั้นมันกำลังที่จะอ้าปากมีดวงตาสีดำ

โดยดูจากลักษณะแล้วบ่งบอกว่าสิ่งนั้นมันเป็นผู้หญิง ซึ่งมันได้ปรากฎขึ้นมาโดยที่ไม่ทราบถึงที่มาได้เลยทางด้านครอบครัวเจ้าของรูปได้กล่าวว่าพวกเขาพบรอยนิวสี่นิ้ววอยู่บนชุดเจ้าสาวซึ่งมันได้เป็นตำแหน่งเดียวกับที่วิญญาณปริศนาปรากฎในภาพไม่ว่าสิ่งที่ได้ปรากฎในภาพนั้นจะเกิดขึ้นเพราะภาพฟิล์มเก่าหรือเพราะแสงเงาก็ยังคงไม่มีการยืนยันแน่ชัด

เรือเหาะที่ว่างเปล่า

ในวันที่16สิงหาคม ปี1942 เรือเหาะเอล-8 พร้อมลูกเรือสองคนได้ออกจากสนามบินบนเกาะเทรเชอร์ในบริเวณอ่านซานฟรานซิสโกเพื่อการสำรวจและค้นหาเรือดำน้ำของญี่ปุ่น โดยหลังหนึ่งชั่วโมงต่อมาทางลูกเรือของ แอล-8ได้วิทยุมายังศูนย์บัญชาการว่าพวกเขาได้ตรวจพบการรั่วไหลของน้ำมันในปริเวณเกาะแฟราลอน

และกล่าวว่าพวกเขาจะเข้าไปสำรวจในบริเวณนั้นโดยได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ให้สแตนด์บายรอ” ทางด้านศูนย์บัญชาการพยายามหลายครั้งที่จะติดต่อกลับไปยังแอล-8แต่มันก็ไม่สำเร็จจึงได้มีการส่งทีมออกกตามหา

หลังจากนั้นไม่นานก็ได้พบกับ แอล-8ที่บินอยู่ที่ความสูง2,000ฟุต ซึ่งเป็นระดับความสูงที่อาจทำให้เรือเหาะเกิดอันตรายได้ เรือเหาะได้ลอยหายเข้าไปในกลุ่มเมฆหลังจากนั้นประมาณ15นาทีมันก็ปรากฎออกมาและลมได้พัดพาเรือเหาะที่มีสภาพเสียหายขึ้นไปเหนือเดลี รัฐแคลิฟอเนีย

 

สนับสนุนโดย  rb88

ตำนานบิ๊กฟุต 

            สำหรับตัวบิ๊กฟุตนั้นเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินและคงเคยได้ดูภาพยนตร์หรือการ์ตูนเกี่ยวกับตัวบิ๊กฟุตกันมาบ้างแล้วเพราะว่าปัจจุบันนั้นก็ยังมีละครหรือภาพยนตร์ที่สร้างซึ่งมีตัวละครบิ๊กฟุตกันอยู่ในนั้นด้วย

และเด็กๆย่อมรู้จักตัวละครตัวนี้กันเป็นอย่างดีทีเดียวจริงๆแล้วตัวบิ๊กฟุตนั้นถือว่าเป็นยักษ์ในตำนานอีกตัวหนึ่งซึ่งลักษณะของมันนั้นจะมีขนปุกปุยเต็มตัวไปหมด ลักษณะของบิ๊กฟุตนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับลิงตัวใหญ่

เลยมันมีความสูงประมาณ 2 เมตรครึ่ง และสำหรับเจ้าบิ๊กฟุตนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างมากในช่วงประมาณปีคริสต์ศักราช 1811ที่เมือง เจสเปอร์ ประเทศแคนาดาซึ่งการค้นพบครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อมีชายคนหนึ่งได้ขึ้นไปเดินบนภูเขาที่มีหิมะปกคลุมเต็มไปหมดและเขาพบเห็นรอยเท้าซึ่งมีขนาดใหญ่

โดยเมื่อมีการวัดรอยเท้าแล้วพบว่าขนาดของรอยเท้านั้นมีความยาวถึง 35 เซนติเมตรเลยทีเดียว และแน่นอนว่ารอยเท้าที่มีขนาดใหญ่มากขนาดนี้เกิน 1 ไม้บรรทัดนั้นจะต้องไม่ใช่รอยเท้าของมนุษย์อย่างแน่นอน และแน่นอนว่าผู้คนส่วนใหญ่จึงเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับรอยเท้าดังกล่าวว่าเป็นรอยเท้าของใครกันแน่

ที่มีรอยเท้าใหญ่มากขนาดนี้เลยหลายคนนั้นคิดไปถึงรอยเท้าของยักษ์กันเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามได้มีคลิปวีดีโอคลิปหนึ่งได้มีการเผยแพร่ออกมาเป็นการแอบถ่ายผู้ชายคนหนึ่ง ในช่วงปีคริสต์ศักราช 1967  ซึ่งคลิปดังกล่าวนั้นเป็นคลิปที่ถ่ายถึงผู้ชายคนหนึ่งที่มีขนขึ้นเต็มตัวไปหมดและมีร่างกายสูงใหญ่เขากำลังเดินอยู่ในป่า

และถึงแม้ว่าคลิปวีดีโอดังกล่าวนั้นจะมีช่วงเวลาการถ่ายออกมาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้นแต่ทุกคนที่ได้เห็นวีดีโอดังกล่าวนั้นก็พากันปักใจเชื่อแล้วว่าชายที่อยู่ในคลิปวีดีโอนั้นคือบิ๊กฟุตตัวจริง แต่ก็มีบางคนมีความคิดเห็นแตกต่างออกไปว่าคลิปดังกล่าวนั้นน่าจะเป็นการสร้างขึ้นมาโดยอาจจะให้คนมาใส่ชุดของลิงยักษ์แล้วถ่าย

เหมือนกับว่าพวกเขานั้นเจอบิ๊กฟุตแต่อย่างไรก็ตามในอีกไม่กี่ปีให้หลังต่อมาก็มีการค้นพบขนซึ่งมีความยาวถึง 6 cm ส่งมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง 15 cm ด้วยกันและผู้ส่งยังได้มีการเขียนกำกับเอาไว้ด้วยว่าเส้นขนดังกล่าวนั้นเป็นเส้นขนของบิ๊กฟุต แต่หลังจากที่มีการส่งตรวจสอบกับพบว่าเส้นขน

ดังกล่าวนั้นเป็นเส้นขนของกวางนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีหลายกระแสออกมายืนยันว่าบิ๊กฟุตนั้นมีอยู่จริงในโลกใบนี้แต่ก็ยังไม่เคยมีใครที่จะเห็นบิ๊กฟุตตัวเป็นๆหรือมีหลักฐานยืนยันได้ว่าบิ๊กฟุตนั้นมีอยู่จริง

ก็เท่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นลักษณะของคนที่นำชุดนี้มาใส่และถ่ายรูปออกมาเพื่อให้เหมือนกับบิ๊กฟุตเท่านั้นยังไม่เคยมีใครที่จะเห็นเลยว่าบิ๊กฟุตของจริงนั้นมีจริงอยู่หรือไม่ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้นั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ดีที่สุด 2020